หายหน้าหายตาไปหลายปี เก็บตัวเงียบไม่ยอมออกมาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร คมช. เพิ่งจะพูดการเมืองเป็นครั้งแรก ในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 74 ปี โดยกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหารรุ่นน้องอดีตหัวหน้า คมช. ซึ่งเคยนำกำลังทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 “สอนน้อง” ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ อะไรคือจุดที่ทำให้มองอย่างนั้น เช่น เรื่องความยุติธรรมเป็นอย่างไร กระบวนการยุติธรรมต้องจัดรูปแบบใหม่ ไม่ใช่สองมาตรฐาน และพูดถึงการให้นิรโทษกรรมทางการเมืองน่าสังเกตว่าวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันครบ 14 ปีของรัฐประหาร และเป็นวันชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนักศึกษาประชาชนปลดแอก แต่เมื่อ พล.อ.สนธิ ถูกถามเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องรัฐประหาร ได้รับคำตอบว่า ไม่เชื่อว่าจะมีรัฐประหาร เพราะความขัดแย้งในประเทศก็รุนแรงพอแล้ว และไม่ต้องแก้ด้วยรัฐประหารนักวิชาการบางคนระบุว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา 88 ปี ประเทศไทยมีรัฐประหารมาแล้ว 18 ครั้ง น่าจะนับรวมทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ แต่คณะรัฐประหารไม่เคยยอมรับ ว่ารัฐประหารเป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งในสังคมไทย เช่น รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ทำให้นักศึกษาเป็นอันมากหนีเข้าป่า จับอาวุธสู้กับรัฐบาลรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 นำไปสู่การลุกฮือต่อต้านการสืบทอดอำนาจ กลายเป็นเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” 2535 ส่วนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช. นำสังคมไทยมาสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ดังที่เห็นกันอยู่ขณะนี้ หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจบไม่สวย เนื่องจากบางกลุ่มขัดขวางการผ่าทางตัน ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางสำคัญ ในการใช้ “ความถูกต้อง” แก้ปัญหา นั่นก็คือใช้ความเป็น “ประชาธิปไตย” ตัดสินความถูกหรือผิด เนื่องจากระบบเผด็จการไม่มีมาตรฐานที่เป็นสากล อันเป็นที่ยอมรับในมวลหมู่ผู้เผด็จการทั่วโลก แต่มีเผด็จการหลายรูปแบบ ทั้งเผด็จการแบบฮิตเลอร์ และเผด็จการคอมมิวนิสต์แต่ประชาธิปไตยมีระบบที่เป็น “สากล” ชัดเจน และยอมรับกันในนานาอารยประเทศประชาธิปไตย เกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ไม่มีประชาธิปไตยแบบพม่าหรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ เพราะประชาธิปไตยที่พูดถึงก็คือ “เผด็จการครึ่งใบ” หรือ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ที่ทั่วโลกยอมรับ.