ช่วงสงกรานต์ คิดถึงพ่อแม่ หมอแนะไม่ควรกลับบ้าน เราไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะการเดินทางตอนสู้กับเจ้าโควิด-19 แบบปะทะหักหาญ ไม่แน่ว่าจะเจอข้อหาข้ามเขตต้องห้ามแน่ใจได้ยังไง...จะไม่ถูกกักตัว 14 วัน เพื่อความแน่ใจ ไม่เป็นตัวการแพร่เชื้อ...ให้คนอื่นกรณีอยู่คนละเมือง มีตัวอย่างการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่...ทางออนไลน์ แม่ให้พรลูกหลาน...เสียงดังๆ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันจะรดน้ำขอพรในบ้านท่านแนะให้เว้นระยะห่างสองเมตรผมนึกถึงภาพการกราบพระผู้ใหญ่ หรือกราบผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ระยะห่างตามฐานะน่าจะอยู่ราวสองเมตรอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการกราบปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ระยะห่างสองเมตรไม่สื่อความผูกพันนั้นนานเต็มที นานก่อนมีการรณรงค์รดน้ำขอพร ผมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่...ถ้าไม่ติดพันงานข่าวใหญ่ ถึงสงกรานต์จะมีคำเตือนให้รีบกลับบ้าน กลับไปหาแม่ปีสองปีที่ติดพันงานข่าวยาว ข่าวทหารอ้ายน้องลาวยิงเรือ นปข.ที่แม่น้ำโขง หนองคาย ต่อเนื่องไปถึงลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสังคมนิยม ต้นปี 2518 ยืดยาวโยงมาถึง 6 ตุลา 2519ผมทำข่าวจนลืมกลับบ้าน นานกี่เดือนก็ไม่รู้ มีเสียงกระซิบจากพี่ๆ น้องๆ เข้าหู “แม่เขาโกรธแล้วหนา...”คำแม่โกรธ ตลอดชีวิตที่ระเหเร่ร่อนออกจากบ้าน ไม่เคยได้ยินมาก่อนผมรีบกลับบ้าน บ้านหลังเก่าใต้ถุนสูง...แม่นั่งวุ่นอยู่กับการใช้มีดตัดถากไม้ทำตั่งเตี้ยๆ ผมก้มกราบ ความรู้สึกผิดในใจ เคยกราบระยะประชิดตัก ชดเชยด้วยการรุกพื้นที่กราบบนตักผิดสังเกต มือแม่ที่เคยยื่นออกมาลูบหัว...ยังอยู่กับมีดกับไม้ เหลือบตามองเพิ่งเห็น แม่เบือนหน้าหนี ปากที่เคยพร่ำอวยพร “บุญพระรักษานะลูก” ก็ยังปิดสนิทผมจำไม่ได้ ขอโทษแม่ด้วยคำพูดอะไร แต่มันมีผลให้แม่หันหน้ามา สองตาแม่กลบด้วยน้ำตา...นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมเห็นน้ำตาแม่น้ำตาแม่เป็นภาพจำฝังใจ ตอนคนกรมประชาสงเคราะห์มาออกปากให้เขียนกลอนลงในบัตรอวยพรสงกรานต์ ผมเริ่มด้วยคำพูดคุ้นปาก...“คิดถึงปู่คิดถึงย่า คิดถึงตาคิดถึงยาย คิดถึงแม่ที่แลหาย ชะแง้หามาคืนเรือน”โดยฉันทลักษณ์ คล้ายกาพย์ ไม่ใช่กลอน แล้วก็ติดพันเขียนต่อๆ ไป“เติบกล้ายิ่งไกลบ้าน บ้านไหนๆก็ไม่เหมือน อยู่ใกล้ไกลเร่งไปเยือน กราบตักแม่เหมือนที่เคย ขอบุญพระรักษา ขวัญยืนอายุมั่นลูกหลานเอ๋ย จำได้ไม่ลืมเลย จากวันนั้นถึงวันนี้”นับแต่นั้นผมไปกราบตักแม่ไม่ขาด จนแม่อายุ 85 กว่ายี่สิบกว่าปีที่แล้ว...สองคืนสุดท้ายในห้องไอซียู โรงพยาบาลนภาลัย บางคนที สังขารแม่หง่อมเต็มที แม่พยายามลุกขึ้นนั่ง พยาบาลจับแม่นอนมัดกับเตียง “ยายจะลุกไปทำไม” เจ้าเจี๊ยบหลานที่เป็นพยาบาลถาม“ยายจะสวดโพชฌงค์” แม่ตอบหลาน บทสวดมนต์นี้ชาววัดรู้ดี ใช้สวดรักษาโรคภัยถึงเวลาที่ลูกๆได้เยี่ยม แม่ก็เล่า แม่ไปบ้านเจ๊อู๋ คุยกับเจ๊อู๋สนุกมาก” แม่ฝืนแรงดันทางกาย ถูกจับมัดไว้กับเตียง ใจแม่ก็ยังเสรี จึงไปเที่ยวไปคุยกับใครที่ไหนต่อที่ไหนลมหายใจแม่รวยริน อ่อนลงๆ ผมบอก “แม่จะไปเที่ยวที่ไหนก็ไปเถอะแม่” สิ้นเสียงผม นั่นคือลมหายใจสุดท้ายผมรู้เต็มหัวใจ “แม่ไปเที่ยวครั้งนี้ เป็นการเที่ยวครั้งสุดท้าย แม่ไม่กลับมาหาพวกเราอีกแล้ว”ใครที่ยังมีแม่ให้กราบ...ถ้าไม่ถึงกับฝืนกระแสเกินไป กราบแม่ถึงตัก ให้แม่ลูบหัวให้พรได้ก็รีบทำ คุณไม่รู้หรอกว่า การอยากกราบตักแม่ แล้วไม่มีแม่ให้กราบนั้น มันโหยหาอาดูรแค่ไหน.กิเลน ประลองเชิง