เมื่อวันที่ 6 ส.ค. มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม จัดเวทีถอดบทเรียนกระบวนการคุ้มครองสิทธิและคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยมีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมาเล่าประสบการณ์ที่คนใกล้ชิดในครอบครัวทำร้ายร่างกายและจิตใจ จากนั้นเครือข่ายคนทำงานคุ้มครองสิทธิได้ยื่นข้อเสนอแนะการยุติปัญหาความรุนแรงต่อนายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อาทิ ขอให้มีความชัดเจนในการควบคุมผู้กระทำความรุนแรงด้วยความรวดเร็ว ไม่ให้มากระทำซ้ำ, ประชาสัมพันธ์ถึงศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวและให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาตลอด 24 ชม., ควรมีนักสังคมสงเคราะห์ทุกโรงพยาบาล, จัดให้ความรู้ถึง พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 อย่างทั่วถึง เป็นต้นนายเลิศปัญญา กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 จะมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ส.ค.นี้ เป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพการทำงานเข้มข้นครอบคลุมทั้งการป้องกัน แก้ไข ส่งเสริม คุ้มครองสวัสดิการผู้ประสบความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งยังป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความรุนแรงเกิดการกระทำซ้ำ และเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำ เป็นกฎหมายที่มี 3 กระทรวงรับผิดชอบทั้ง พม. กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ สค.ได้เตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการอบรมสร้างความเข้าใจกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวตามกฎหมาย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่แจ้งความกล่าวโทษผู้กระทำความรุนแรงได้ทันที จากเดิมผู้ถูกกระทำต้องไปแจ้งเอง ทั้งมีอำนาจสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อป้องกันผู้กระทำมากระทำซ้ำ และยังมีศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) ซึ่งเป็นการทำงานของภาคสังคมระดับตำบลเพื่อเป็นหน่วยระดับพื้นที่ในการป้องกันและช่วยเหลือผู้ที่จะตกเป็นเหยื่อ อย่างไรก็ตามต้องบูรณาการทุกภาคส่วนช่วยกันสร้างกระแสความเข้าใจต่อกฎหมายฉบับนี้เพื่อนำสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผอ.มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวว่า กลไกการทำงานเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศและครอบครัว ทั้งราชการ เอ็นจีโอ เครือข่ายชุมชน จะต้องทำงานเกื้อหนุนกัน ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจภาวะอารมณ์ ความรู้สึกผู้ประสบความรุนแรง มีการหนุนเสริมให้ผู้ประสบความรุนแรงเข้าใจสิทธิตามกฎหมาย และเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และจัดกลุ่มให้ผู้เคยประสบปัญหาและผู้กำลังประสบปัญหา ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง.