นับเป็นการเพิ่มบรรยากาศระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้ายของรัฐบาลอำนาจพิเศษ เพราะขณะนี้ทุกภาคส่วนและนานาชาติต่างเฝ้ารอรัฐบาลจากการเลือกตั้งเริ่มนับหนึ่งบริหารประเทศและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการใช้คำสั่ง คสช.ฉบับสุดท้าย เพื่อยกเลิกคำสั่ง คสช. นับ 100 ฉบับ อาทิ ประกาศ คสช.และคำสั่ง คสช.ให้พลเรือนขึ้นศาลทหารในคดีการเมือง ทั้งความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความผิดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งของ คสช.ในช่วงนั้นถูกนักวิชาการ นักการเมือง เครือข่ายภาคประชาชน มองเห็นตรงกันว่า ประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เกี่ยวกับการเอาพลเรือนขึ้นศาลทหาร เป็นการใช้อำนาจทหารแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แม้ คสช.อ้างเหตุผลว่าต้องการให้เกิดความสงบและแก้ไขปัญหาของประเทศให้เกิดความเรียบร้อย รวดเร็วนั้น ฟังไม่ขึ้นรวมถึงประกาศ คสช. และคำสั่ง คสช.หลายฉบับ เปิดทางให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง ควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เข้าข่ายปิดกั้น ลิดรอนสิทธิการรับรู้ข่าวสารและเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จนสถานการณ์ด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนติดลบต้องยอมรับความจริงว่า นอกจากรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว การยกเลิกคำสั่งหรือประกาศ คสช.ที่ขัดต่อหลักพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ในหมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ยังเพิ่มเครดิตดัชนีด้านคอร์รัปชัน ด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ให้เบ่งบานขึ้นในสายตาขององค์กรนานา ชาติอีกด้วยแม้ในบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ คสช.ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกจะเข้ารับหน้าที่ ในระหว่างนี้หัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจเต็มใช้มาตรา 44 และหลังมีการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ อำนาจ คสช.และดาบอาญาสิทธิ์ของหัวหน้า คสช.ก็หมดลงทันทีการยกเลิกคำสั่งหรือประกาศ คสช.โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 นับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เข้าตำรา “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” หากปล่อยให้ใช้กระบวนการการออกกฎหมายปกติ เพื่อล้างหรือขจัดสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย อาจจะใช้ระยะเวลานานและหัวหน้า คสช.จะถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าไม่จริงใจฟื้นฟูประชาธิปไตย.