เรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีปัญหาวุ่นวาย ผมเขียนไปหลายครั้งว่า ต้องยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ กกต. ก็ยังพยายามจะยึดมั่นใน กฎหมายเลือกตั้ง ที่เป็นกฎหมายลูก ซึ่งมีการบัญญัติวิธีการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคเล็ก 10 กว่าพรรคที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ทำให้ผลการเลือกตั้งผิดไปจากเดิม และมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล แต่ กกต.ก็ไม่ฟังเสียงทักท้วง ดันทุรังส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสุดท้ายก็หน้าแตก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า การคำนวณหา ส.ส. บัญชีรายชื่อตามกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 128 ทำได้หรือไม่ และชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 หรือไม่ เป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 128วันศุกร์ที่ผ่านมา นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลการพิจารณาคำร้องปัญหาการเลือกตั้งหลายเรื่อง และ มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 128 ซึ่งกำหนดวิธีการคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 กำหนดวิธีคำนวณไว้ 5 อนุมาตรา แต่กฎหมายเลือกตั้งขยายเพิ่มเป็น 8 อนุมาตรา โดยอนุมาตรา 4-6-7 ขยายข้อความนอกเหนือรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ทำให้การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่เป็นไปตามเจตนาจำนงรัฐธรรมนูญมาตรา 91 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะรีบส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เกินวันที่ 29 เมษายนส่วนจะส่งผลกระทบ ทำให้ กกต.ไม่สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พฤษภาคม หรือไม่นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่มีการยกร่างขึ้นด้วยแนวคิดผิดปกติ ไม่ยึดหลักประชาธิปไตย แต่สร้างวิธีการที่ซับซ้อน เพื่อทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ สุดท้าย ประเทศชาติก็เสียหาย ซึ่งเห็นได้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นมากมาย ความแตกแยกในสังคม ปัญหาเศรษฐกิจเป็นการทำบาปต่อประเทศชาติ ที่ทุกคนต้องรับผลกรรมกันต่อไปมาตรา 91 ในรัฐธรรมนูญ บัญญัติวิธี “การคำนวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง” ไว้อย่างชัดเจน “ให้ดำเนินตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้” มี 5 ข้อ เริ่มตั้งแต่การเอาคะแนน ส.ส.เขตทุกพรรคไปหารด้วยจำนวน ส.ส.ในสภาคือ 500 คน แล้วเอาคะแนนที่ได้ไปหารคะแนนรวมของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ได้เท่าไหร่ถือเป็นจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี แล้วเอาจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีไปลบด้วยจำนวน ส.ส.เขตที่ได้รับเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับ แต่ถ้าพรรคไหนมี ส.ส.เขตเกินจำนวน ส.ส.ที่พรรคพึงมี ก็ไม่ได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม ให้เอา ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้พรรคการเมืองที่มี ส.ส.เขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นพึงมีก็ไม่รู้ว่าคนเขียนรัฐธรรมนูญเกิดนึกอะไรได้ภายหลัง จึงไปเขียนเพิ่มเติมในกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 128 แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 โดยเพิ่มรายละเอียดการคำนวณเป็น 8 ข้อ ให้มีทศนิยมสี่ตำแหน่งด้วย ซับซ้อนกว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 91 ส่งผลให้พรรคเล็กที่มีคะแนนเสียงต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ย ส.ส. ที่พึงมีที่ 71,000 คะแนน ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไปพรรคละ 1 คน อีก 10 กว่าพรรคผมไม่รู้ว่าการคิดคะแนนเลือกตั้งแบบนี้มีประเทศไหนในโลกใช้บ้าง หรือมีใช้ในประเทศ “ดาวอังคาร” แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นเสาหลักของประเทศ ค่อยๆปรับแต่งความถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อความยั่งยืนในอนาคต อะไรที่ไม่ถูกต้องย่อมไม่มีความยั่งยืนแน่นอน นี่คือหลักธรรมดาของโลก.“ลม เปลี่ยนทิศ”