วันอังคารที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ ได้มีการลงมติเรื่อง Brexit หรือ การออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป เป็นครั้งที่ 2 โดยมีมติไม่รับข้อตกลงเบร็กซิต ที่มีการปรับแก้ของ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 391 ต่อ 242 เสียง ก่อนหน้านี้เดือนมกราคม สภาผู้แทนอังกฤษก็ลงมติไม่รับข้อเสนอเบร็กซิตของนายกฯอังกฤษด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 432 ต่อ 202 เสียงมาแล้ววันที่ 13 มีนาคม สภาผู้แทนอังกฤษ จะต้องลงมติต่อว่า อังกฤษควรออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคมนี้แบบไร้ข้อตกลงใดๆ (No Deal) หรือไม่ หากสภาผู้แทนลงมติไม่รับ ก็จะนำไปสู่การลงมติอีกครั้งในวันที่ 14 มีนาคมในเรื่อง การขออนุมัติจากสหภาพยุโรปให้เลื่อนกำหนดเบร็กซิตออกไปจากกำหนดเดิมวันที่ 29 มีนาคมแม้จะพ่ายแพ้การลงมติท่วมท้นถึงสองครั้ง แต่ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ยังประกาศให้ ส.ส.พรรคอนุรักษนิยม หรือ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ ลูกพรรคของเธอทุกคนว่า สามารถลงมติได้ตามความประสงค์ของตนเอง โดยไม่ต้องทำตามคำสั่งของผู้บริหารพรรค นี่คือความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ส.ส.ของพรรคไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารพรรคได้ แต่ถ้าเป็นเมืองไทย ส.ส.ที่ลงมติสวนทางพรรค จะถูกประณามว่าเป็น “งูเห่า” อาจถูกขับออกจากพรรคได้ นักการเมืองไทย หรือ ส.ส.ไทย จึงมีสภาพเหมือน หุ่นยนต์ หรือ ทาส ต้องยกมือตามคำสั่งอย่างเดียวการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของอังกฤษ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ ของ นางเทเรซา เมย์ ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด ได้ ส.ส. 330 เสียง เกินครึ่งในสภา จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 650 เสียงแต่เมื่อดูผลการลงมติ เบร็กซิต ครั้งแรก นายกฯเมย์ พ่ายแพ้มติด้วยคะแนนเสียง 432 ต่อ 202 เสียง คำนวณหยาบๆ ลูกพรรคคอนเซอร์เวทีฟของเธอ ออกเสียงคัดค้านข้อเสนอของเธอถึง 128 เสียง ในการลงมติครั้งที่สองเมื่อวันอังคาร นายกฯเมย์แพ้ไปอีกด้วยคะแนน 391 ต่อ 242 เสียง แสดงว่า ลูกพรรคของเธอออกเสียงคัดค้านข้อเสนอของเธอ 88 เสียง ซึ่งในความเป็นจริง ลูกพรรคของเธออาจไม่เห็นด้วยกับเธอมากกว่านี้ เพราะมี ส.ส.พรรคอื่นเห็นด้วยกับเธอเหมือนกันนี่คือ ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงของอังกฤษ ที่ ประเทศไทยไม่มี เพราะ ส.ส.ไทยทุกคนจะต้องโหวตตามมติพรรค ห้ามคิดต่าง แล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร แถมยังมี ส.ว.แต่งตั้งอีก 250 คน ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นผู้แต่งตั้งกับมือ ย่อมจะสั่งให้ซ้ายหันขวาหันง่ายยิ่งกว่า ส.ส.ในพรรคเสียอีกระบอบประชาธิปไตยเมืองไทย จึงเป็นเพียง ระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบ แต่ ไม่เป็นประชาธิปไตยในเนื้อหา ประชาธิปไตยเมืองไทยจึงไม่พัฒนาไปไหน ติดกับดักเผด็จการอยู่อย่างนี้มา 80 กว่าปีแล้ว ก็เหมือนกับ การติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพราะ นโยบายทุกพรรคล้วนเป็นประชานิยม เพื่อ สร้างความอ่อนแอให้ประชาชน เพื่อ ปลูกฝังให้แบมือพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว แทนที่จะสร้างโอกาสให้ทำมาหากินรํ่ารวยด้วยตัวเองกลับมาที่เรื่อง เบร็กซิต กันอีกหน่อยนะครับ ผมเคยคุยกับคนที่อยู่อังกฤษมานาน เลยได้ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยเป็นข่าวมาก่อน คนอังกฤษที่มีอายุส่วนใหญ่อยากจะออกจากยุโรป เพราะเห็นว่าได้ประโยชน์มากกว่าอยู่ ทุกวันนี้อังกฤษต้องนำเงินภาษีประชาชนอังกฤษไปจ่ายให้สหภาพยุโรปปีละจำนวนมาก เช่น ปี 2017 รัฐบาลอังกฤษต้องจ่ายเงินให้สหภาพยุโรปสูงถึง 13,000 ล้านปอนด์ 546,000 ล้านบาท แต่ ยุโรปจัดสรรงบรายจ่ายให้อังกฤษเพียง 4,000 ล้านปอนด์ 128,000 ล้านบาท เท่านั้นที่สำคัญ อังกฤษเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื้อวัวชั้นดีที่คนยุโรปรับประทาน ส่วนใหญ่ไปจากอังกฤษทั้งนั้น การออกจากยุโรป ชาวอังกฤษจึงไม่รู้สึกเดือดร้อน ตรงกันข้ามกลับได้เงินงบประมาณคืนมาใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น แทนที่จะส่งไปให้ยุโรปนี่คือ ความคิดของชาวอังกฤษรุ่นเก่า ที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรป ตรงข้ามกับความคิดของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการอยู่กับสหภาพยุโรป วันนี้ก็รู้ผลแล้ว จะออกแบบไหน.“ลม เปลี่ยนทิศ”