มีลูกค้ากว่า300คน ฟ้องคดีแบบกลุ่มศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิพากษาสั่งบริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ชดใช้ค่าเสียหาย 23 ล้านบาทเศษแก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ฟอร์ดรุ่น เฟียสต้า รุ่นอีโค่สปอร์ต และรุ่นโฟกัส 296 คน ตั้งแต่รายละ 20,000-290,000 บาท กรณีนำรถยนต์ฟอร์ดที่เกียร์รถยนต์ชำรุดบกพร่องออกจำหน่ายแก่ผู้บริโภคจนเกิดความเสียหาย และให้ยกฟ้องไม่ต้องชดใช้ 12 ราย เหตุจากไปเปลี่ยนแปลงสภาพรถหรือไม่เคยนำรถไปซ่อมศาลแพ่งสั่ง บ.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส ชดใช้ค่าเสียหายลูกค้า 23 ล้านบาท โดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลนัดฟังคำพิพากษาการดำเนินคดีแบบกลุ่มคดีผู้บริโภคที่นายทัฬห์ ธนาดุลลุลิน กับผู้เสียหายที่ใช้รถยนต์ฟอร์ดรุ่นเฟียสต้า รุ่นอีโค่สปอร์ต และรุ่นโฟกัส รวม 10 คนเป็นโจทก์ โดยมีผู้ใช้รถทั้ง 3 รุ่นดังกล่าวอีก 416 ราย ยื่นคำร้องเพิ่มเติมเข้ามาเป็นสมาชิกฟ้องคดีแบบกลุ่ม ยื่นฟ้องบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฟอร์ด เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ เรื่องชำรุดบกพร่อง สินค้าไม่ปลอดภัย คุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นไปตามคำโฆษณา และทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอันตราย เรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษและจิตใจ รวม 24,751,420.95 บาท พร้อมให้ชำระดอกเบี้ยด้วยร้อยละ 7.5 ต่อปีโจทก์ฟ้องว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ซื้อ ใช้ หรือได้รับบริการจากจำเลยที่ 2 เมื่อรถยนต์ด้อยคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐานชำรุดบกพร่อง และไม่เป็นไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งจำเลยที่ 2 โฆษณาเกินไปกว่าความจริง โดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าสินค้าของตนไม่ได้มาตรฐาน แต่กลับใช้วิธีการโฆษณา ชวนเชื่อว่าสินค้าที่ตนผลิตหรือขายมีคุณภาพดี หรือจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าก่อนส่งมอบนั้นสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าด้อยคุณภาพมีความชำรุดบกพร่อง แต่กลับใช้วิธีการนิ่งเสีย ไม่ยอมแถลงถ้อยคำอันควรแถลงให้ผู้บริโภคทราบ จนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคหลงเชื่อคำโฆษณา อันเป็นพฤติการณ์ที่ไม่สุจริต ฉ้อฉล หลอกลวงผู้บริโภค ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวจึงถอนฟ้อง จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ทั้งนี้ ก่อนการพิพากษามีการไกล่เกลี่ยยอมความจากเดิมที่มีผู้เสียหายรวม 416 คน โดยจำเลยที่ 2 สามารถไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายได้ 113 คน ไม่ติดใจดำเนินคดีต่อ โดยศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มในส่วนของโจทก์ทั้ง 5 และผู้เสียหายอีก 303 คนศาลพิพากษาให้ บจก.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 5 คน คือ 1.นายเอกชัย แก้วทรัพย์ 2.นายภีมวัจน์ จิตรใคร่ครวญ 3.นางทศพร ฤทธิ์วิรุฬ 4.นายกอปรศักดิ์ นุ่มน้อย และ 5.นายชัชวาล อ่อนอุไร และสมาชิกกลุ่มอีก 291 คน ชดใช้คนละตั้งแต่ 20,000 บาท และสูงสุดถึง 290,000 บาท ที่เป็นค่าการเข้าซ่อม และวันขาดประโยชน์ใช้รถของโจทก์และสมาชิกรวม 296 คน รวมเป็นเงิน 23 ล้านบาท โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย 150,000 บาท พร้อมทั้งจ่ายเงินรางวัลให้ทนายความโจทก์ ตามกฎหมายการดำเนินคดีแบบกลุ่มอีก 800,000 บาทด้วย ซึ่งศาลให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยดำเนินการตามคำพิพากษาภายใน 7 วัน ส่วนผู้เสียหายอีก 12 คน ให้ยกฟ้องเนื่องจากดัดแปลงสภาพรถ และไม่เคยนำรถยนต์เข้าซ่อมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุดคลัตช์และกล่องควบคุมเกียร์ภายหลังนายจิณณะ เเย้มอ่วม หัวหน้าทีมทนายความกลุ่มผู้เสียหาย กล่าวว่า ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายกับโจทก์-สมาชิกกลุ่มผู้เสียหายที่ได้เปลี่ยนชุดคลัตช์ เริ่มต้นที่คันละ 20,000 บาท และส่วนที่ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถในช่วงที่ต้องส่งซ่อมอีกวันละ 1,000-2,000 บาท ดังนั้นค่าเสียหายจะเริ่มตั้งแต่ 20,000 บาท สูงสุดอยู่ที่ 290,000 บาทต่อคน พร้อมให้บริษัทชำระดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องคดีวันที่ 3 เม.ย. 60 จนกว่าจะชดใช้เงินเสร็จสิ้น ทั้งนี้ โจทก์-สมาชิกกลุ่มที่อาจยังติดใจบางประเด็น รวมถึงจำเลยยังใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งในคำพิพากษามีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต้องหารือกับทีมทนายความและโจทก์ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้การ อุทธรณ์คดีเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้ง 5 คน ซึ่งเป็นคู่ความในคดี สมาชิกกลุ่มไม่สามารถอุทธรณ์ได้ด้วยตัวเอง