จากการที่องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันสตรีสากล” เพื่อกระตุ้นให้สังคมโลกตระหนักถึงความสำคัญของสตรี ให้เกียรติและเคารพในสิทธิอันชอบธรรมในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค มีความยุติธรรม และมีคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันในสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้จัดงาน “วันสตรีสากล 2561” ประกาศเกียรติคุณแก่สตรี บุคคล หน่วยงาน และองค์กรดีเด่น โดยปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “พลังสตรีชนบท พลังขับเคลื่อนสังคมไทย” ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคาร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายจากที่ประชุมสมัชชาสตรีแห่งชาติ ประจำปี 2561.ชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ในงาน พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้มีผลงานโดดเด่น จำนวน 19 สาขา 47 รางวัล และรับข้อเสนอเชิงนโยบายจากการประชุมสมัชชาสตรีแห่งชาติ ประจำปี 2561 จากคณะผู้แทนสมัชชาสตรีแห่งชาติ ซึ่งข้อเสนอนี้ล้วนนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสตรีไทย เพื่อให้ก้าวสู่สากลอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมกันนี้ยังได้ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “พลังสตรีชนบท พลังขับเคลื่อนสังคมไทย” ว่า พลังของสตรี ถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ เนื่องจากมีจำนวนสตรีไทยถึงครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 33.5 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีไทยที่อยู่ในชนบทประมาณ 16.9 ล้านคน มีบทบาทสำคัญในด้านการเกษตร หัตถกรรม และการรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังมีสตรีอีกจำนวนมากที่มีบทบาทสำคัญต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในบทบาทสตรีไทย จรรย์สมร วัธนเวคิน มาร่วมยินดีกับ พรรณสิริ กุลนาถศิริ และ รุ่งอรุณ คำโมง สตรีดีเด่นด้านการบริหารงานปกครอง. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ มอบโล่เกียรติคุณให้แก่สตรีดีเด่นประจำปี 2561.และความเสมอภาคระหว่างเพศมาตลอด โดยกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เน้นการสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม ขณะเดียวกันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ก็ได้เน้นการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาศักยภาพ ทุนมนุษย์ที่คำนึงสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสตรี ก็คือหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาล ในการเพิ่มบทบาท และพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่สตรีทุกกลุ่มและทุกระดับ เพื่อส่งเสริมให้สตรีมีความเข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในขณะเดียวกัน สตรีทุกคนต้องหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญ มีทักษะต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำรงชีพ มีการคิดอย่างเป็นระบบ และมีวิจารณญาณ มีความมั่นใจ และความเป็นผู้นำ ก้าวทันเทคโนโลยี รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งรักษาภาพลักษณ์อันงดงามของสตรีไทย พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ศ.กิตติคุณวิทิต มันตราภรณ์ ร่วมยินดีกับกลุ่มผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ได้รับประกาศเกียรติยศ.นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ได้จัดงาน “ประกาศเกียรติยศ สตรีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยปีนี้มีสตรีและองค์กร ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แก่ มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ทีมฟุตบอลบูคู FC, นุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค, สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw), ดารารัตน์ สุเทศ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา, หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สื่อข่าวอาวุโส สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส.