การปลูกมันสำปะหลังเกษตรกรจะขายหัวเป็นหลัก ทำให้มีรายได้เพียงปีละครั้ง การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังตัดใบขายเป็นอาหารสัตว์จึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งแต่ด้วยใบมันสำปะหลังส่วนใหญ่มีสารพิษ 2 ชนิด ไฮโดรไซยานิค และ แทนนิน มีฤทธิ์ทำให้สัตว์ที่กินเข้าไปเสียชีวิตได้ สถานีวิจัยเขาหินซ้อน ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้ปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังให้ใบมีสารพิษลดน้อยลงโดยนำเมล็ดมันสำปะหลังที่ได้จากการผสมพันธุ์ของโครงการวิจัยและพัฒนามันสำปะหลังแบบยั่งยืน 70 พันธุ์ มาปลูกคัดเลือกตั้งแต่ปี 2552 ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์นาน 7 ปีจึงได้พันธุ์ใหม่...KUKM 060ลักษณะพันธุ์มีความสูงเฉลี่ย 165 ซม. ยอดมีสีเขียวอ่อน ก้านใบ โคนขาวปลายแดง ลำต้นอ่อนสีเขียวอมเหลือง ต้นแก่สีน้ำตาลแดง มีขนเล็กน้อยบริเวณยอด ลักษณะใบเป็นแบบ Linear สีเขียวเข้ม เมื่อวิเคราะห์โปรตีน ใบมันสำปะหลังแห้งมีโปรตีนประมาณ 20-29%ส่วนสารไฮโดรไซยานิค และแทนนิน ในใบและหัวสดมีเพียง 231 มก./กก. ในขณะที่พันธุ์อื่นๆ มีมากถึง 500–800 มก./กก.และเมื่อตัดใบไปผึ่งแดดและหมักจะเหลือสารพิษแค่ 40 มก./กก. (ค่าพิษที่สัตว์กินเข้าไปแล้วทนได้ที่ 50 มก./กก.)ที่สำคัญระดับสารพิษที่ต่ำลงกลายเป็นผลดี ช่วยกระตุ้นให้สัตว์มีความต้านทานต่อโรคเพิ่มขึ้น โดยสารแทนนินระดับต่ำมีประโยชน์ช่วยควบคุมพยาธิในสัตว์ได้ และยังเป็นแหล่งของวิตามินเอ (แคโรทีน) และสารสีแซนโทรฟิลล์ให้กับสัตว์อีกด้วยสำหรับราคาซื้อขาย ตลาดรับซื้อใน จ.นครราชสีมา และกาญจนบุรี รับซื้อใบสดตันละ 700-1,000 บาท ใบหมักตันละ 2,000 บาท ใบแห้งตันละ 4,000 บาท และใบแห้งบดชิ้นตันละ 6,000 บาทมันสำปะหลัง KUKM 060 พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 1,600 ต้น ให้ผลผลิตเป็นหัวมันเฉลี่ย 7.9 ตัน ให้ใบสดไร่ละ 6.9 ตัน นำไปทำเป็นใบแห้งได้ 2.3 ตัน สนใจนำไปปลูก สอบถามได้ที่ 08-6035-2122.สะ–เล–เต