นันทวัลย์ ศกุนตนาค-อภิรดี ตันตราภรณ์“Organic & Natural Expo 2017”...งานแสดง จำหน่ายสินค้าอินทรีย์...ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–30 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์งานนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า “ประเทศไทย” จะเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน และนวัตกรรมยุคออแกนิก 3.0 ของเราจะก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้หรือไม่?อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคสินค้าสุขภาพมีกระแสแรงมาอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว“ประชาชนส่วนใหญ่จะตระหนัก...ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรอินทรีย์มากเป็นพิเศษ หากใครมีโอกาสเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรปจะเห็นร้านค้าสินค้าออแกนิก...สินค้าปลอดสารพิษจำนวนมากทำให้อัตราการเติบโตเป็นไปแบบก้าวกระโดด”ประการสำคัญ...ยอดจำหน่ายก็มากกว่า แซงหน้าร้านค้าสินค้าปกติอีกด้วยเมื่อความต้องการ “สินค้าเกษตรอินทรีย์” มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ “มูลค่า” การค้าที่มากมายมหาศาลเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องปรับตัว...วางแผนที่จะช่วงชิงความเป็นผู้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ของภูมิภาคอาเซียนให้ได้ในปัจจุบันไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็นอันดับ 4 รองจาก...อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม โดยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองแล้ว 284,918 ไร่ และมีฟาร์มเกษตรอินทรีย์อีก 13,154 แห่งมีมูลค่าการค้าประมาณ 2,332 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะส่งออกประมาณร้อยละ 77.94 ที่เหลือร้อยละ 22.06 จำหน่ายในประเทศ“อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูงที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนเพราะนอกจากภูมิประเทศที่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้ชื่อว่า...เป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารป้อนประชากรโลก และกรมการค้าภายใน ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ขึ้นมารองรับ ภายใต้วิสัยทัศน์...ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตการค้าและการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน”ปัจจุบันหลายๆประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจเรื่องการลดการใช้สารเคมีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกันมากขึ้น...พบว่าสารเคมีตกค้างมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของผู้บริโภคล่าสุด...ประเทศศรีลังกาได้ประกาศยกเลิกการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มไกลโฟเสตทั้งหมด หลังพบถูกใช้เป็นจำนวนมากในการปลูกข้าว ทำให้เกษตรกรเป็นโรคไตเรื้อรังเสียชีวิตแล้วนับหมื่นคนนอกจากนี้ยังมีสารที่ใช้ในทางการเกษตรอีกหลายชนิดที่ถูกควบคุม หรือระงับการใช้ในหลายๆประเทศ แม้ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยเอง... จากการสำรวจล่าสุดของสหพันธ์การเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ (IFOAM : International Federation of Organic Agricultural Movement) พบว่า...ขณะนี้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมากถึง 318 ล้านไร่ โดยมีมูลค่าการค้าของสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงถึง 2.8 ล้านล้านบาทต่อปี และมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 11แนวโน้มการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic) กำลังไปได้สวย...มีอนาคตไกล กระทรวงพาณิชย์ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันการทำเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อขยายตลาดรองรับ “ยุคออแกนิก 3.0”หลายคนอาจจะเคยได้ยินโครงการเพื่อสนับสนุนส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์หลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาเกษตรกร...ผู้ประกอบการให้ได้มาตรฐานสากล, โครงการทำการตลาดผ่านช่องทางใหม่ๆ, โครงการส่งเสริมและพัฒนาจัดตั้ง “หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์” หรือ “Organic Village”เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย...ขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพิ่มขีดความสามารถด้านการแปรรูป...เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน โดยนำร่องดำเนินโครงการที่บ้านหนองหอย ตำบลกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ...เป็นการรวมกลุ่มทำฝ้ายอินทรีย์ ทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ จุดกำเนิด...หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ “ชัยภูมิโมเดล”...Organic Valley แห่งแรกของประเทศไทยงาน “Organic and Natural Expo 2017” จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว...เป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน ทำให้ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์บรรลุเป้าหมาย ภายใต้แนวคิด “ASEAN home of Organic”นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เสริมว่า งานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นศักยภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคออแกนิก 3.0 ซึ่งเป็นยุคที่คงรักษาแนวคิดรากฐานเดิมของยุคออแกนิก 1.0 และต่อยอดยุคออแกนิก 2.0...เน้นการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง“ให้ความสำคัญกับชีวิตคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค...ผู้ผลิต โดยมีนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก่อให้เกิดวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน มีสังคมที่ยั่งยืน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีคุณธรรม”ที่สำคัญ “ผลผลิต” หรือ “รายได้” ที่เกิดขึ้นจากชุมชนในท้ายสุดแล้วก็จะกลับมาพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน แน่นอนว่า “ยุคออแกนิก 3.0” ตรงกับหลักการของ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เน้นการบริหารจัดการเทคโนโลยี เปลี่ยนจากเกษตรกร...ผู้ประกอบการให้มีความรอบรู้ก้าวหน้าทันตลาด หรือที่เรียกว่า “Smart Enterprise”...ที่จะขับเคลื่อนสู่การเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไปนันทวัลย์ เล่าให้ฟังว่า ยุคออแกนิก 1.0 เริ่มต้นประมาณปี พ.ศ. 2463 เป็นยุคที่เกษตรกรเห็นความสำคัญของการทำการเกษตรแบบธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ...ต่อมาอีก 50 ปี หรือปี 2513 เริ่มเข้าสู่ยุคออแกนิก 2.0 คือ มีการนำมาตรฐานระบบการกำกับดูแลที่ถูกต้องเข้ามาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเริ่มจากระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศและสู่ในระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ โดยการกำหนดมาตรฐานเริ่มแรกเกิดขึ้นที่ยุโรปขยายมาที่สหรัฐฯ จนกระทั่ง IFOAM...ได้มีการพัฒนาระบบกลางเพื่อตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ส่วนในปัจจุบันคือยุคออแกนิก 3.0 เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558...ประเทศไทยยุคออแกนิก 3.0 ได้มีการผลักดัน ส่งเสริมให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่จะสร้างความยั่งยืนได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ อาทิ ภาชนะบรรจุภัณฑ์จากกาบหมากสามารถนำเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟได้ บรรจุของเหลวได้ ไม่รั่วซึม...ไม่อ่อนตัว...ใส่อาหารได้ทุกประเภททั้งร้อน เย็น ตั้งแต่อุณหภูมิติดลบ 18 องศาเซลเซียส จนถึง 250 องศาเซลเซียส...ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เช่น baby oil เจล ครีมอาบน้ำเด็ก เจลลดการระคายเคือง เจลล้างก้นเด็ก สเปรย์กันยุงสำหรับเด็ก ฯลฯผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น เครื่องแกงไทยพร้อมปรุงต่างๆ เส้นพาสต้า เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี ทำจากข้าวอินทรีย์ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหาร กะทิมะพร้าวผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง...ประทินผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสกัดจากน้ำมันมะพร้าว เครื่องสำอางออแกนิกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ นับรวมไปถึงข้าวอินทรีย์หลากหลายพันธุ์และผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น จมูกข้าว ชาข้าว ข้าวพอง น้ำนมข้าว ครีมอาบน้ำข้าวหอมนิล น้ำมันรำข้าวสกัดเย็น“ออแกนิก 3.0” ของไทย...ของแท้หรือไม่ เชิญไปสัมผัส พิสูจน์ด้วยตัวเอง.