ไลฟ์สไตล์
100 year

ทางรอด “สตาร์ทอัพไทย 2021” ต้องคิดให้ไกลกว่าแผ่นดินไทย

ไทยรัฐออนไลน์
6 พ.ย. 2563 00:05 น.

SHARE

ทางรอด “สตาร์ทอัพไทย 2021” ต้องคิดให้ไกลกว่าแผ่นดินไทย

ไทยรัฐออนไลน์6 พ.ย. 2563 00:05 น.

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่แม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะผ่อนคลายลงไปมากแล้ว แต่ในสหรัฐอเมริกา และประเทศใหญ่ในยุโรป ปัญหาของไวรัสโควิด-19 ยังคงฝุ่นตลบ และไม่รู้ว่าเวลาที่เรียกว่าช่วงความปลอดภัยจะมาถึงตอนไหน

แน่นอนว่า ประเทศไทยไม่ได้โดดเดี่ยวแต่เพียงผู้เดียวในโลกใบนี้ ในการพึ่งระบบเศรษฐกิจที่มาจากเม็ดเงินต่างประเทศ ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว การจับจ่ายซื้อสินค้าทางการเกษตร งานฝีมือ ตลอดจนเม็ดเงินที่มาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม และเรื่องของธุรกิจยุคใหม่ที่สร้างเม็ดเงินเศรษฐกิจใหม่ อย่างการลงทุนด้านเทคโนโลยีผ่านบริษัทสตาร์ทอัพ

ในเวลาปกติ ธุรกิจของสตาร์ทอัพก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของบริษัทอย่างยากเย็นอยู่แล้ว โดยพลันที่ไวรัสโควิด-19 แพร่เชื้อมฤตยูในทุกพื้นที่ของโลก การดำเนินกิจการสตาร์ทอัพ ที่เป็นโจทย์วิชาธุรกิจที่ยากอยู่แล้ว ก็ยกระดับกลายเป็นความยากระดับยากอย่างยิ่งทันที

ไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ “อมฤต เจริญพันธ์” ผู้ร่วมก่อตั้ง Hubba ผู้ให้บริการ Co-working space และ “ประธาน ธนานาถ” ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Page365 สตาร์ทอัพผู้ให้บริการระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ครบวงจร

อมฤต เปิดเผยว่า ในปี 2020 เป็นปีที่สตาร์ทอัพมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้อย่างชัดเจน โดยผู้ชนะแน่นอนว่าคือบริษัท Flash Express ผู้ให้บริการขนส่งสินค้า ที่ในช่วงปี 2020 มี PTTOR (PTT Oil and Retail) ในเครือ ปตท. จำกัด (มหาชน) กรุงศรี ฟินโนเวต และเดอเบล (Durbell) บริษัทในกลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมลงทุนเป็นเงินกว่า 3,000 ล้านบาท และดีลล่าสุดที่เกิดขึ้น คือ การควบรวมกิจการระหว่าง LINE MAN และ Wongnai จนกลายเป็นบริษัทใหม่ LINE MAN Wongnai ตามที่ทราบกัน

ข่าวแนะนำ

อมฤต เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Hubba ผู้ให้บริการ Co-working space
อมฤต เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Hubba ผู้ให้บริการ Co-working space


ทางด้านผู้แพ้ เป็นสตาร์ทอัพด้านท่องเที่ยว (Travel) และธุรกิจการบริการ (Hospitality) ที่ได้รับวิกฤติทางตรงจากโควิด-19 จนทำให้ต้องล็อกดาวน์ ผู้คนหยุดเดินทาง ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้

อมฤต ชี้ให้เห็นต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวงการสตาร์ทอัพหลังจากนี้ก็คือ การเข้ามาของบริษัทใหญ่ในประเทศไทย ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ โดยบริษัทใหญ่เหล่านี้อาจมีแนวคิดที่ต่างจากนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพเพื่อหวังว่าบริษัทที่ลงทุนไปนั้นจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือขายกิจการ (Exit) แล้วทำกำไรมหาศาล แต่บริษัทใหญ่ที่ว่านี้ ไม่ได้หวังรวย พวกเขาคาดหวังที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริม (Plug-in) เติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไป

“เขาอาจมองว่าสตาร์ทอัพที่มีอยู่ พัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้ดั่งใจ จนบริษัทใหญ่มาพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวเอง พร้อมกับความมั่นใจว่าทำได้ดีกว่าก็ได้ ตรงนี้เกิดความท้าทาย (Challenge) ต่อผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก และจะเสียเปรียบในการแข่งขัน”

พร้อมกันนี้ อมฤต บอกด้วยว่า ปัญหาของสตาร์ทอัพไทยที่เจอในเวลานี้ คือ การสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

“นักศึกษาที่เรียนจบแล้วเข้าทำงานด้านเทคโนโลยี ก็มีไม่เยอะ แล้วในระดับที่เรียกว่ามีฝีมือก็จะมีน้อยกว่านั้นอีก เมื่อมีน้อย ย่อมต้องเกิดการแย่งตัวบุคลากรที่มีฝีมืออย่างหนัก”

COVID-19 พ่นพิษสตาร์ทอัพ

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ร่วมก่อตั้ง Hubba ระบุว่า ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้รับผลกระทบแน่นอน สตาร์ทอัพบางแห่งถึงขั้นต้องลดขนาดลง (Downsize) หรือไม่ก็ต้องปรับแนวทางจากสตาร์ทอัพไปเป็นบริษัทที่รับพัฒนาทำซอฟต์แวร์ (Software House) เพื่อความอยู่รอด

ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ทำให้ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพได้รับผลกระทบทั่วหน้า โดยในฝั่งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพประสบปัญหาการขยายกิจการ ในส่วนนักลงทุนจากต่างประเทศที่ให้ความสนใจในสตาร์ทอัพไทย ก็ไม่สามารถเดินทางมาดูกิจการด้วยตาตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่จะประเมินคุณภาพของสตาร์ทอัพบริษัทที่ต้องการลงทุน


ทางด้านนักลงทุนในไทย ขณะนี้แทบจะไม่มีรายใหม่เกิดขึ้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากสตาร์ทอัพในตอนนี้ก็ยังไม่มีความโดดเด่นมากนัก

“มันกลายเป็นสภาวะที่บริษัทใหญ่ไม่อยากลงทุน สตาร์ทอัพไทยก็ไม่โต ไม่เกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่”

ในส่วนการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มซื้อมาขายไปอย่างอีคอมเมิร์ซ ยังได้รับความนิยม จะเห็นได้จากภาวะโควิด-19 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เช่นเดียวกับการลงทุนในกลุ่ม Fintech หรือธุรกิจที่ใช้ข้อมูล (Data) ในการต่อยอดธุรกิจยังไปได้สวย

สำหรับสตาร์ทอัพในกลุ่ม Deep Tech เชื่อว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีความสลับซับซ้อน การพัฒนาทำไม่ง่าย และยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิบัตรอีกด้วย

พี่เลี้ยงสำคัญมาก

อย่างไรก็ดี สถานการณ์สตาร์ทอัพไทยในปี 2021 อมฤต มองว่า สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ละเลยไม่ได้ คือ เรื่องของการให้การสนับสนุน ซึ่งคนทำสตาร์ทอัพควรจำต้องมีพี่เลี้ยง (Mentor) ที่ดี ที่คอยให้ความรู้ เป็นที่ปรึกษา มีหน่วยงานคอยช่วยเหลือในด้านการลงทุน ถ้าบริษัทสตาร์ทอัพไม่มีสิ่งเหล่านี้ การดำเนินการจะทำได้ยาก แต่สตาร์ทอัพที่แข็งแรงอยู่แล้วก็จะยังคงแข็งแกร่งต่อไป

“การที่คนทำสตาร์ทอัพไม่มีพี่เลี้ยงที่ดี ไปลองกันเอง มันอาจทำให้โอกาสที่สตาร์ทอัพจะเติบโตเป็นไปได้ยาก”

นอกเหนือจากนี้แล้ว เรื่องของสภาพแวดล้อมก็ส่งผลต่อคนทำงานสตาร์ทอัพเช่นกัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างรถติด ไปจนถึงเรื่องของเศรษฐกิจ-การเมือง

“บริษัทที่ดีเป็นบริษัทที่ต้องมีคนเก่ง ถ้าคนเก่งๆ ไม่อยากอยู่ในประเทศ จะเสี่ยงเกิดปัญหาสมองไหล”

นักลงทุน บุกตลาด B2B 

ทางด้าน “ประธาน ธนานาถ” หนึ่งในผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ยอมรับว่า เวลานี้ยุคตื่นทองของสตาร์ทอัพกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

ประธาน ธนานาถ ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Page365
ประธาน ธนานาถ ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Page365

“แต่ก่อนอะไรก็ตามที่แปะชื่อสตาร์ทอัพไม่ว่าอะไรก็ขายได้ ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ระบบนิเวศที่เกื้อหนุนสตาร์ทอัพอย่าง Co-Working Space ก็อยู่ลำบากขึ้น ขณะที่สื่อที่เน้นทำข่าวสตาร์ทอัพ ก็ทำแต่ข่าวสตาร์ทอัพอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอเป็นข่าวประเภทอื่นแทน”

ส่วนทิศทางการลงทุนของ Venture Capital (VC) ในปีหน้า ประธานให้ความเห็นว่า ขึ้นอยู่กับเทรนด์เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน

“สมมติว่า การควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ของเราจัดการได้เรียบร้อยแล้ว เศรษฐกิจก็จะมีโอกาสฟื้นตัวก่อน ซึ่งจะเกิดข้อได้เปรียบในระยะยาวด้วย โดยเฉพาะสตาร์ทอัพกลุ่ม Health (สุขภาพ) ที่น่าจะทำให้นักลงทุนเล็งเห็น และเกิดความสนใจที่จะลงทุนมากขึ้น”

ขณะที่การลงทุนในสตาร์ทอัพประเภทที่มีบริการสำหรับกลุ่มธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B2B) ที่มีโมเดลการทำกำไรชัดเจนจะเป็นการลงทุนที่นักลงทุนชอบมากเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มเบื่อกับสตาร์ทอัพประเภทที่สร้างบริการให้ผู้บริโภคโดยตรง (Business to Consumer หรือ B2C) เพราะเป็นธุรกิจที่เผาเงิน (Burn Cash) ไปเรื่อยๆ จนไม่รู้จะหาจุดทำกำไรตอนไหน

อย่ามองแค่ไทย มองให้ไกลถึงโลกไร้พรมแดน

ประธาน เปิดเผยว่า ตอนนี้สตาร์ทอัพระดับโลกเคลื่อนย้าย (Shift) เน้นไปที่สตาร์ทอัพประเภท Deep Tech แล้ว เพียงแต่เมื่อหันมามองถึงสตาร์ทอัพไทยถือว่าเป็นไปได้ยาก

“ปัญหาที่สตาร์ทอัพไทยจะไปไม่ถึงจุดนั้นมีหลายประเด็น เรื่องสมองไหลก็ใช่ เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน แล้วก็เรื่องของตลาดประเทศไทยมีขนาดที่เล็กมากๆ มันไม่ใหญ่พอที่จะเกิดบริษัทสตาร์ทอัพแบบ Deep Tech หรือแม้แต่ True AI ถ้าหากจะ Shift ไปทำสตาร์ทอัพประเภทนั้น คุณต้องมีเงินที่เยอะพอที่จะจ้างแรงงานที่มีฝีมือสูง และสตาร์ทอัพของคุณ อย่างน้อยๆ ต้องเป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาค เท่าที่เป็นไปได้ในตอนนี้ก็คือ Agoda”

สุดท้ายประธานในฐานะที่เป็นคนทำสตาร์ทอัพรุ่นพี่ ฝากคำแนะนำถึงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพหน้าใหม่ สัญชาติไทยที่กำลังจะเริ่มลงมือ “สตาร์ท” ในปีหน้าว่า การทำสตาร์ทอัพมองแค่ตลาดไทยไม่เพียงพอ ต้องมองให้กว้างและไกลกว่านั้น


“ยุคนี้เป็นยุคที่เทคโนโลยีและการทำธุรกรรมการเงินทำได้ง่าย เข้าถึงไม่ยาก ขณะที่พรมแดนของโลกมันแคบลง การสร้างผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามแต่ ต้องทำผลิตภัณฑ์ที่คนในโลกไร้พรมแดนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณได้ ไม่งั้นสตาร์ทอัพของคุณจะลำบากทันที โดยเฉพาะเรื่องของเงินเดือนพนักงานที่จะ ‘แพง’ ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันอาจทำให้เป็นจุดตายของสตาร์ทอัพของคุณ”

@@@@@@@@@

ร่วมติดตามงานเสวนาเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ในงาน "Sharing Our Common Future : ร่วมแรง เปลี่ยนแปลง แบ่งปัน" ในวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2563 เวลา 18:30-21:00 น.
ผ่าน Live ทุกช่องทางของไทยรัฐ ได้แก่

Facebook: Thairath - ไทยรัฐออนไลน์
Facebook: ThairathTV
YouTube: Thairath

ติดตามรายละเอียดได้ที่
https://www.thairath.co.th/news/business/1970951

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SharingFutureสตาร์ทอัพสตาร์ทอัพไทยStartupโควิด-19HubbaPage365

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08:33 น.