สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ iPad Pro แท็บเล็ตใหญ่ยักษ์พร้อมปากกา เอ้ย ดินสอ Apple Pencil จะเริ่มวางขายครับ
iPad Pro เป็นสินค้าของแอปเปิลที่ถูกตั้งคำถามมากพอสมควรว่าตกลงแล้วมันออกมาเพื่อใคร เพราะมันจอใหญ่เกินแท็บเล็ตขนาดปกติ (12.9 นิ้ว vs 10 นิ้ว) นั่งเล่นนอนเล่นคงหนักและเมื่อยแขนแน่นอน ครั้นจะเน้นไปใช้ทำงานแบบมืออาชีพ (ตามชื่อ “Pro”) ความสามารถของมันอาจไม่เท่าพีซีแบบดั้งเดิมที่หน้าจอขนาดใกล้เคียงกัน
ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล ออกมาให้สัมภาษณ์ช่วยโปรโมต iPad Pro ว่ายุคสมัยของ “พีซี” แบบดั้งเดิมใกล้จบลงแล้ว เขาบอกว่าตอนนี้ไม่มีเหตุผลที่คนเราต้องซื้อพีซีอีกต่อไป เนื่องจากสินค้าอย่าง iPad Pro สามารถใช้แทนโน้ตบุ๊กหรือเดสก์ท็อปได้สบายๆ และเมื่อคนจำนวนมากได้ลองใช้ iPad Pro แล้วจะมีอุปกรณ์เหลือแค่ 2 อย่างคือ iPad Pro และโทรศัพท์เท่านั้น
คุกบอกว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของ iPad Pro คือกลุ่มครีเอทีฟหรือผู้ประกอบวิชาชีพสร้างสรรค์ ที่ต้องใช้ปากกาเพื่อวาดภาพ ส่วนกลุ่มที่สองคือผู้ใช้ทั่วไปที่เน้นการดูหนังฟังเพลง เพราะระบบเสียงและลำโพงของ iPad Pro นั้นดีมาก
...
ผมคิดว่าประเด็นของคุกน่าสนใจทีเดียว เอาเข้าจริงแล้ว สตีฟ จ็อบส์ เคยประกาศไว้เมื่อหลายปีก่อนว่ายุคสมัยของพีซีจบลงแล้ว และเรากำลังอยู่ในยุค “หลังพีซี” (Post-PC) ซึ่งผลก็เป็นไปตามคำทำนาย
พีซีหรือคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจะยังไม่หายไปไหน แต่ความสำคัญของมันในฐานะ “อุปกรณ์ไอทีหลัก” จะลดลงเรื่อยๆ ทุกวันนี้เราทำงานประเภท “บริโภค” เนื้อหาดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้เกือบหมดแล้ว (พวกเล่นเว็บ อีเมล์ ดูหนัง ฟังเพลง โซเชียลฯ เกม) และเริ่มทำงานประเภท “สร้าง” เนื้อหาดิจิทัลผ่านอุปกรณ์แบบแท็บเล็ต (เช่น พิมพ์งาน ตัดต่อหนัง ทำกราฟิก) ได้บ้างแล้ว
พีซีจะค่อยๆ กลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ทำงานที่ซับซ้อนมากๆ เช่น ออกแบบสถาปัตยกรรม หรือ เล่นเกมที่ต้องการพลังกราฟิกสูงๆ แต่งานพื้นฐานทั่วไปจะค่อยๆ ถูกอุปกรณ์ประเภทแท็บเล็ตกินตลาดมาเรื่อยๆ ช่วงหลังเราจึงเริ่มเห็นแท็บเล็ตที่มีคีย์บอร์ดหรือปากกาออกสู่ตลาดมากขึ้น
ในแง่นี้ วิสัยทัศน์ของแอปเปิลดูเป็นไปได้สูง แต่ปัญหาคือแอปเปิลไม่ใช่คนแรกที่มีวิสัยทัศน์แบบนี้
คนที่คิดเรื่องนี้ได้และทำได้สำเร็จ กลับเป็นไมโครซอฟท์ ราชาแห่งโลกพีซีต่างหาก
ไมโครซอฟท์เติบโตมากับพีซีที่ใช้คีย์บอร์ดและเมาส์เป็นหลัก บริษัทปรับตัวไม่ทันยุคของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และสูญเสียอิทธิพลไปมากในรอบเกือบสิบปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ก็ไม่ได้อยู่นิ่งๆ ยอมให้คนมาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ บริษัทนำเสนอวิสัยทัศน์ “พีซีและแท็บเล็ตรวมเป็นหนึ่ง” ออกอุปกรณ์ลูกผสมตระกูล Surface ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 ซึ่งชูแนวคิดแบบเดียวกัน
ถึงแม้ช่วงแรก Surface และ Windows 8 ล้มเหลวอย่างมาก แต่กาลเวลาก็ชี้ให้เห็นว่าแนวทางของไมโครซอฟท์ถูกต้อง บริษัทค่อยๆ ปรับตัวจนมาถึงยุคของ Windows 10 และ Surface Book ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
แถมคู่แข่งในท้องตลาดทั้งแอปเปิลและกูเกิล ต่างก็เดินรอยตามไมโครซอฟท์ ออกแท็บเล็ตที่มีคีย์บอร์ดและปากกาเป็นอุปกรณ์เสริมด้วยกันทั้งคู่
ผมคิดว่าสภาพตลาดพีซีจะเปลี่ยนไปในทิศทางดังกล่าว นั่นคือพีซีแบบดั้งเดิมจะเหลือผู้ใช้งานในตลาดเฉพาะทาง (เช่น เกมเมอร์ที่ต้องการจอภาพใหญ่ๆ เล่นเกมสะใจ) ส่วนพีซีกลุ่มโน้ตบุ๊กทั่วไป จะถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ลูกผสมที่เรียกกันว่า “ไฮบริด” หรือ 2-in-1 อย่างที่เห็น
ตอนนี้อุปกรณ์แบบไฮบริดยังมีราคาค่อนข้างแพง กรณีของ iPad Pro เริ่มต้นที่ประมาณ 3 หมื่นบาทยังไม่รวมอุปกรณ์เสริม ส่วน Surface Book ถ้าเลือกรุ่นท็อปหน่อย ราคาเกือบแตะแสนเอาง่ายๆ
แต่ทุกคนรู้กันดีว่าราคาสินค้าพวกนี้ตกเร็วมาก อีก 2-3 ปี เราจะเห็นสินค้ากลุ่มนี้วางตลาดอย่างแพร่หลายในราคาเพียงหมื่นต้นๆ เท่านั้น
ดังนั้นเมื่อกลับไปพิจารณาคำพูดของทิม คุก ว่าถึงยุคสิ้นสุดของพีซีแล้ว ก็คงต้องบอกว่าทั้งถูกและผิด เพราะพีซีแบบดั้งเดิมจะค่อยๆ หายไปจริง แต่จะถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์แบบใหม่ที่ยังทำงานได้เหมือนพีซี เพียงแต่ใช้งานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รองรับการสั่งงานด้วยการสัมผัสและปากกาเพิ่มเข้ามา ในราคาที่ถูกลงเท่านั้นเอง.
...