คอลัมน์สัปดาห์นี้ ผมขอเขียนถึงบริษัทไอทีฝั่งองค์กร ที่ชื่ออาจไม่คุ้นหูกันเท่ากับพวกแอปเปิล กูเกิล ซัมซุง ไมโครซอฟท์ แต่ก็มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจอย่างมากในช่วงนี้

บริษัทที่เขียนถึงในคราวนี้คือ NetApp และ EMC ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจอุปกรณ์เก็บข้อมูล (หรือที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า “สตอเรจ”) กันทั้งคู่

ปกติแล้ว ผู้ใช้พีซีตามบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก มักเก็บข้อมูลลงฮาร์ดดิสก์ที่มากับเครื่อง แต่ในโลกธุรกิจนั้น “ข้อมูล” เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ต้องปกปักรักษายิ่งชีพ คอมพิวเตอร์หายหรือพังซื้อใหม่ได้ไม่ยาก (ถ้ามีเงิน) แต่ถ้าข้อมูลของบริษัทหรือลูกค้าเสียหาย อันนี้เรื่องใหญ่กว่ากันมาก

ธุรกิจอุปกรณ์สตอเรจสำหรับลูกค้าองค์กรจึงมีมูลค่าสูง เพราะเป็นสิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่สักหน่อยต้องให้ความสำคัญ (และลงทุนกันหนักๆ ในเรื่องนี้) อุปกรณ์พวกนี้เป็นฮาร์ดดิสก์หลายตัวมาต่อกัน และมีซอฟต์แวร์ควบคุมที่ช่วยให้ข้อมูลปลอดภัยขึ้น มีการสำรองข้อมูลหลายจุด มีประสิทธิภาพรวดเร็ว เป็นต้น

...

บริษัทที่ขยายอุปกรณ์สตอเรจมีหลายราย มีทั้งบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์อยู่ก่อนแล้ว เช่น HP, Dell, IBM, Oracle และบริษัทที่มุ่งเน้นเฉพาะสตอเรจเป็นหลัก เช่น NetApp และ EMC ที่จะเขียนถึงในบทความนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับคำเชิญจาก NetApp ประเทศไทย ให้ไปร่วมงานใหญ่ประจำปี NetApp Insight ของบริษัทแม่ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีพนักงาน พาร์ทเนอร์ และลูกค้าของ NetApp หลายพันคนไปรวมตัวกันเพื่อฟังทิศทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ของบริษัทในปี 2015

NetApp เพิ่งประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของบริษัทให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของวงการสตอเรจโลก โดยใช้ชื่อเรียกว่า “Data Fabric” หรือแปลแบบไทยๆ ได้ว่า “ผืนข้อมูล”

ในอดีต ลูกค้าองค์กรต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์เอง ซื้ออุปกรณ์สตอเรจมาทำระบบไอทีภายในองค์กรเอง รูปแบบการหารายได้ของ NetApp จึงตรงไปตรงมา คือขายอุปกรณ์สตอเรจเป็นตัวๆ

แต่ในยุคปัจจุบันที่ใครก็ตามสามารถ “เช่า” เซิร์ฟเวอร์ผ่านคลาวด์โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์เอง

คำถามคือบริษัทแบบ NetApp จะทำอย่างไรเมื่อลูกค้าไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์สตอเรจอีกต่อไป

คำตอบมีได้หลายทาง ทั้งลูกค้าเช่าอุปกรณ์ของ NetApp จากผู้ให้บริการคลาวด์แทน หรือจะซื้ออุปกรณ์สตอเรจแล้วไปวางไว้ที่ศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการก็ได้เช่นกัน

แต่วิธีแบบนี้ก็เกิดความซับซ้อนตามมา เพราะสมัยก่อน ข้อมูลถูกเก็บอยู่ในองค์กรทั้งหมด บริหารจัดการไม่ยาก แต่ปัจจุบันพอองค์กรมีระบบเซิร์ฟเวอร์หลากหลาย ทั้งเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง และการเช่าคลาวด์ภายนอกองค์กร การบริหารจัดการข้อมูลจึงเป็นเรื่องใหญ่

วิสัยทัศน์ Data Fabric จึงเข้ามาตอบโจทย์ข้อนี้ โดยเทคโนโลยีของ NetApp จะช่วยให้องค์กรเห็นข้อมูลทั้งหมดเป็นผืนเดียวกัน ไม่ต้องสนใจว่าข้อมูลนั้นจริงๆ แล้วถูกเก็บอยู่ที่ไหน (ผมคงไม่ลงรายละเอียดตรงนี้เพราะจะค่อนข้างเทคนิคมาก ใครสนใจตามไปอ่านใน Blognone นะครับ)

ในสัปดาห์เดียวกัน วงการสตอเรจยังมีข่าวใหญ่อีกข่าวคือ EMC คู่แข่งอีกรายของ NetApp ขายกิจการให้กับ Dell ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ชื่อดัง

มูลค่าการซื้อขายกิจการครั้งนี้สูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการควบกิจการที่ใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์วงการไอทีเลยทีเดียว

...

Dell เริ่มจากธุรกิจพีซี จากนั้นขยายมายังเซิร์ฟเวอร์สำหรับลูกค้าองค์กร และค่อยๆ เสริมทัพขยายมาทำสตอเรจ อุปกรณ์เครือข่าย และซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรด้วย เป้าหมายคือมีระบบไอทีเบ็ดเสร็จสำหรับลูกค้าองค์กร มาคุยกับ Dell เจ้าเดียวมีขายทุกอย่าง

สินค้าตระกูลสตอเรจของ Dell อาจยังไม่แข็งแรงมากนัก บริษัทจึงตัดสินใจซื้อ EMC ที่เป็นผู้เล่นอันดับต้นๆ ของวงการสตอเรจเข้ามาเพิ่ม ซึ่งนอกจากสตอเรจแล้ว EMC ยังมีผลิตภัณฑ์ด้านซอฟต์แวร์องค์กรอีกหลายตัว ที่เด่นๆ และเป็นที่รู้จักกันดีคือ VMware

การซื้อกิจการ EMC ส่งผลสะเทือนต่อวงการไอทีองค์กรไม่น้อย เพราะ Dell จะกลายเป็นมหาอาณาจักรที่มีสินค้าและบริการแทบทุกอย่าง ในระยะสั้นคงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ระยะยาวแล้วต้องจับตาดูว่าเมื่อกระบวนการทางเอกสารเสร็จสิ้น การรวมตัวของ Dell กับ EMC จะออกมาสวยหรูอย่างที่ฝันไว้หรือไม่ครับ