ดูสถิติจากผลสำรวจของ สพธอ.และกระทรวงไอซีที ที่สอบถามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยนับหมื่นคน เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและการซื้อสินค้า/บริการทางออนไลน์…

แม้ปัจจุบัน...คนไทยจะใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย และใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทำให้จำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (ETDA) ร่วมกับ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2558 ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า...จากจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจ 10,434 คน สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกนำไปใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับ 1 และมีการใช้งานสูงสุด เฉลี่ย 5.7 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฟซบุ๊กยังคงเป็นสังคมออนไลน์ที่คนไทยนิยมใช้งานมากที่สุด ด้วยสัดส่วนกว่า 92.1% ขณะที่ไลน์เป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 85.1%

ในขณะที่ตัวเลขการใช้งานออนไลน์จะเติบโตขึ้นทุกปี แต่ดูเหมือนว่าการผลักดันธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce) กลับยังได้รับความนิยมจากคนไทยแบบเพิ่มขึ้นทีละน้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่หลายหน่วยงานพยายามผลักดัน อะไรคือสาเหตุที่ขัดขวางการเติบโตของธุรกิจออนไลน์? ท่ามกลางยุคดิจิตอลที่อะไรๆ ก็ถูกนำไปเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต

จากจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจดังกล่าว...มีผู้ที่เคยซื้อสินค้า/บริการทางออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วน 64.9% และผู้ที่ไม่เคยซื้อ 35.1% ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนไทยไม่กล้าซื้อสินค้าออนไลน์นั้นเป็นเพราะอะไร และสินค้าหรือบริการประเภทไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อหาบนโลกอินเทอร์เน็ต เรามีข้อมูลน่าสนใจมากฝาก...!

...


เริ่มต้นที่...ปัญหาจากการใช้อินเทอร์เน็ต

เรื่องแรกที่ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเป็นปัญหาหลัก คือ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ/ใช้งานอินเทอร์เน็ต (72%), โฆษณาออนไลน์รบกวน (41.6%), เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยากหรือหลุดบ่อย (33.8%), เสียค่าใช้จ่ายแพง (26%) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อาทิ การติดไวรัสคอมพิวเตอร์ (8.8%), ถูกรบกวนด้วยสื่อลามกอนาจาร (8.4%) , เกิดปัญหา ไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร (2.6%), ถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือความเป็นส่วนตัว (2%), ถูกหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ต (1.2%)

ทำไมคนไทยไม่กล้าซื้อสินค้า/บริการออนไลน์
สาเหตุที่ทำให้หลายคนไม่กล้าซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ คือ...กลัวโดนหลอก (57.6%), ไม่ได้สัมผัส/ไม่ได้ลองก่อนซื้อ (42.1%), ไม่มีสินค้าที่ต้องการ (32.2%), ชอบเดินช็อปปิ้ง (20.8%), ไม่ได้เจอผู้ขายโดยตรง (18.2%), อื่นๆ (4.5%)

กลุ่มสินค้าที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่นิยมซื้อผ่านออนไลน์
สลับมาที่นักช็อปออนไลน์กันบ้าง อะไรที่ติดอันดับสินค้า/บริการที่พวกเขานิยมซื้อหากันจากอินเทอร์เน็ต... แฟชั่น (42.6%) อุปกรณ์ไอที (27.5%) สุขภาพและความงาม (24.4%) การเดินทาง/ท่องเที่ยว (23.2%) ดาวน์โหลด (21%) อื่นๆ (13%) บันเทิง (12%) ของใช้ภายในบ้าน (10.8%) การเงินการลงทุน (5.8%) อัญมณี เครื่องประดับ (5.5%) สินค้าแม่และเด็ก (3.4%)

แต่เมื่อสำรวจถึงจำนวนครั้งและมูลค่าในการซื้อ การเงินการลงทุนกลับเป็นสิ่งที่มีการซื้อบ่อยที่สุดในรอบ 6 เดือน (6.2%) ทั้งยังมีมูลค่าการซื้อสูงที่สุด โดยมีการซื้อมากกว่า 10,000 บาท (76.6%) รองลงมาคือการเดินทาง/ท่องเที่ยว (37.2%), สินค้าแม่และเด็ก (11.6%) ขณะที่หมวดหมู่สินค้าและบริการอื่นๆ นั้นมีมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยไม่เกิน 1,000 บาทเท่านั้น


อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้า/บริการออนไลน์

ยกตัวอย่างปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ หรือที่เรียกว่ามีอิทธิพลต่อการซื้อ ได้แก่ การนำเสนอข้อมูลของสินค้า/บริการของเว็บไซต์นั้นๆ (51.2%), รูปภาพของสินค้าชัดเจนน่าสนใจ (50.5%), ราคาถูกกว่าซื้อผ่านร้านค้า (46.4%), ประหยัดเวลาเดินทาง (46.1%), มีโปรโมชั่นที่ถูกใจ (41.6%), มีบริการจัดส่งสะดวกรวดเร็ว (33.5%), ผู้ขายเป็นคนมีชื่อเสียง/น่าเชื่อถือ (28.6%), ไม่พอใจยินดีคืนเงิน (20.2%), เป็นสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะทางออนไลน์ (14.2%), อื่นๆ (1.6%) เป็นต้น

แม้ว่าจะมีการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์อย่างแพร่หลายในหมู่นักช็อป แต่คุณรู้หรือไม่...ช่องทางชำระค่าสินค้าและบริการส่วนใหญ่กลับเป็นการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร (65.5%) ตามมาด้วย ผ่านตู้ ATM (31.2%) และบัตรเครดิต (26.4%) ซึ่งกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่นิยมใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าและบริการทางออนไลน์ คือ เจนเอ็กซ์ (Gen X) คนอายุ 35-50 ปี และเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) อายุ 51-69 ปี โดยมีสัดส่วนการใช้งานสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 50% แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มวัยที่มีความเสี่ยงในการใช้จ่ายช่องทางดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีมักจะให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ขายโดยขาดความระมัดระวัง

...


ปัญหาจากการซื้อของออนไลน์

นอกจากการได้รับสินค้าและบริการที่ดีจากการซื้อทางออนไลน์ ผู้ที่มีประสบการณ์การซื้อในช่องทางดังกล่าวก็ระบุว่าเคยเจอปัญหาด้วย อาทิ ได้รับสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด (58.7%), ได้รับสินค้าไม่ตรงตามเว็บไซต์ (29.9%), สินค้าชำรุดเสียหาย (24%), จ่ายเงินแล้วไม่ได้สินค้า (9.6%), อื่นๆ (9.1%), ได้รับสินค้าไม่ครบตามจำนวนที่ซื้อ (6.4%), ส่งสินค้าคืนแล้วไม่ได้รับเงินคืน (2.8%)

ฝากไว้สักนิด หากคุณมีปัญหาหรือต้องการร้องเรียนเรื่องต่างๆ จากการซื้อสินค้า/บริการออนไลน์... สพธอ. ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (Online Complaint Center) หรือ OCC เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาข้อร้องเรียนในเบื้องต้น และประสานเรื่องหรือส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) องค์การอาหารและยา (อย.) หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ ผ่านเลขหมาย 02-123-1223 จะอย่างไรก็ต้องรักษาสิทธิ์ในการซื้อและใช้บริการกันด้วย เพราะจากผลสำรวจในครั้งนี้ พบว่า...มีผู้ที่เคยใช้บริการทางออนไลน์ซึ่งมีปัญหาแต่ไม่ได้ทำการร้องเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก!!!

ว่าแต่ คุณอยู่ในกลุ่มไหน เป็นนักช็อปออนไลน์ นักแชตโซเชียล หรือกลุ่มคนที่ยังไม่มั่นใจในการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์...?

...