ผมขอพักเบรกซีรีส์ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ด้วยข่าวใหญ่ของวงการมือถือรอบต้นปี นั่นคือ Galaxy S6 จากซัมซุงครับ

ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ซัมซุงเกาะกระแสแอนดรอยด์ ผงาดขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกสมาร์ทโฟนแบบทิ้งห่าง และมือถือตัวหลักที่ช่วยผลักดันยอดขายของซัมซุงมาโดยตลอดคือซีรีส์ Galaxy S ที่เปิดตัวช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี (ช่วงปลายปีมี Galaxy Note ที่คนไทยชอบมากกว่า แต่ในตลาดโลก Galaxy S ยังขายดีกว่า)

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy S รุ่นแรก ในปี 2010 โดยชูจุดขายเรื่องสเปกสุดแรงและจอภาพ Super AMOLED สีสันสดใส สร้างความแตกต่างจากสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์คู่แข่งในช่วงนั้น

แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ อยู่ที่ Galaxy S II ที่ฟีเจอร์จัดหนักไปอีกขั้น แถมราคาไม่แพง ส่งผลให้ซัมซุงขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้สำเร็จในปี 2011 และครองบัลลังก์อย่างมั่นคงด้วย Galaxy S III ในปีถัดมา

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของ Galaxy S เริ่มมีปัญหาในยุคของ Galaxy S4 ที่อัดฟีเจอร์ด้านซอฟต์แวร์มาอย่างเต็มที่ (แต่เอาเข้าจริงแทบไม่ค่อยได้ใช้) ในขณะที่หน้าตาแทบไม่เปลี่ยนแปลงจาก Galaxy S III เท่าไรนัก (ชนิดว่าดูไกลๆ แยกแทบไม่ออก) ที่สำคัญคือมือถือซัมซุงโดนวิจารณ์มาตลอดว่ามันดูพลาสติก ไม่ค่อยพรีเมียมควรค่าแก่การเป็นมือถือตัวท็อปราคาเกินสองหมื่นบาทเท่าไรนัก ซึ่ง Galaxy S4 สอบตกในแง่นี้

ซัมซุงพยายามปรับปรุงจุดอ่อนนี้ใน Galaxy S5 ซึ่งก็ทำได้บ้างแต่ไม่เยอะนัก ถึงแม้ซัมซุงพยายามปรับดีไซน์ของ Galaxy S5 ใช้ดูฉีกแนวออกไป แต่คนส่วนใหญ่ก็วิจารณ์ว่ามัน “ไม่สวย” (ฝาหลังลายจุดเหมือนปลาสเตอร์ยา) ซึ่งปัญหานี้ก็สะท้อนออกมายังยอดขายของซัมซุงในปี 2014 ที่ออกมาลดลง

เมื่อปัญหาเรื่องวัสดุและดีไซน์กลายเป็นเรื่องใหญ่จนส่งผลกระทบต่อยอดขาย เลยทำให้ซัมซุง “เพิ่งตื่น” และปรับปรุงตัวครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 กับ Galaxy Alpha และ Galaxy Note 4 ที่ดูดีขึ้นมาก แต่นั่นก็อาจจะยังไม่พอเพียงสำหรับซัมซุง ในการต่อกรกับ iPhone 6 ของแอปเปิล (ที่ทลายข้อจำกัดเรื่องจอเล็กได้สำเร็จ ยอดขายถล่มทลาย) รวมถึงคู่แข่งหน้าใหม่ๆ อย่าง Xiaomi จากประเทศจีน

Galaxy S6 จึงถือเป็นความหวังของซัมซุงในการกู้ศักดิ์ศรีของแชมป์คืนมา และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซัมซุงก็เปิดตัว Galaxy S6 ที่โลกรอคอย โดยแบ่งเป็นรุ่น S6 จอปกติ และ S6 edge ที่มีนวัตกรรมจอขอบโค้งติดมาด้วย

ผมขอออกตัวว่ายังไม่เห็น Galaxy S6 เครื่องจริงนะครับ แต่เท่าที่ดูจากวิดีโอเปิดตัว (ถ่ายทอดสดผ่าน YouTube) ผมคิดว่า Galaxy S6 เน้นไปที่ปัจจัย 3 อย่างที่ผู้ใช้ต้องอยู่กับมันมากที่สุด นั่นคือ ดีไซน์ กล้อง และแบตเตอรี่

“ดีไซน์” เป็นปัจจัยอย่างแรกที่คนซื้อมือถือใส่ใจ เพราะมือถือเครื่องตั้งแพง ถ้าดีไซน์ห่วยนี่จบทันที รอบนี้ซัมซุงแก้ปัญหาได้ค่อนข้างดี เปลี่ยนวัสดุจากพลาสติกราคาถูก (ที่หลายคนแซวว่าเป็นพลาสติกขันน้ำ) มาใช้โลหะและกระจกแทน ดูจากภาพหน้าตาสวยมาก แต่อันนี้ผมขอลองจับของจริงก่อนแล้วค่อยวิจารณ์อีกทีจะดีกว่าครับ

ประเด็นเรื่องต่อมาคือ “กล้อง” เพราะทุกวันนี้ เราใช้กล้องมือถือถ่ายภาพกันมากกว่ากล้องดิจิทัลซะอีก รอบนี้ซัมซุงกล้าจัดหนักด้วยการเปรียบเทียบกล้องของ S6 กับ iPhone 6 ว่าดีกว่าเห็นๆ ทั้งกล้องหน้ากล้องหลัง สามารถถ่ายได้สวยแม้ในสภาพแสงน้อยๆ และมีตัวช่วยอย่างระบบกันสั่น ป้องกันภาพเบลอและช่วยให้ถ่ายวิดีโอนิ่งขึ้นอีกด้วย

ผมคิดว่าซัมซุงกล้าหาญมากที่ท้าชน iPhone 6 ตรง (แสดงว่ามั่นใจมาก) อันนี้ต้องรอทดสอบของจริงอีกเช่นกันครับ แต่เท่าที่ดูในงานเปิดตัวและอ่านข้อมูลจากสื่อต่างประเทศ รอบนี้ซัมซุงทำการบ้านมาดีทีเดียว

สุดท้ายคือ “แบตเตอรี่” ในยุคสมัยที่คนติดมือถือกันอย่างหนัก แบตมีเท่าไรก็ไม่พอใช้ ซัมซุงแก้ปัญหาโดยรีดประสิทธิภาพของแบตให้อึดกว่าเดิม และเพิ่มความสามารถด้านการชาร์จเร็วเข้ามาด้วย ซัมซุงโฆษณาว่าแม้ชาร์จเพียง 10 นาที แต่คุณก็จะได้แบตกลับคืนมาในระดับที่พอออกไปข้างนอกได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ Galaxy S6 ยังใส่ระบบชาร์จไฟไร้สายเข้ามาเป็นมาตรฐาน ซึ่งเราคงได้เห็นร้านกาแฟหรือสถานที่ต่างๆ เริ่มมีบริการชาร์จไฟไร้สายมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ส่วนฟีเจอร์ขอบโค้งของ Galaxy S6 edge นั้น ไม่ใช่ของใหม่ซิงๆ แต่ซัมซุงเคยทดลองฟีเจอร์นี้มาก่อนแล้วกับ Galaxy Note Edge ซึ่งถือเป็นรุ่นย่อยของ Galaxy Note 4 แต่รอบนั้นมีจอโค้งแค่ด้านขวาด้านเดียว แต่กรณีของ S6 edge ใส่จอโค้งมาทั้งสองด้าน

แนวคิดของซัมซุงคือใส่จอโค้งด้านข้างเข้ามาช่วยแสดงผลข้อมูลจากหน้าจอหลัก แทนที่จะต้องสลับแอพไปมา ก็ออกแบบแอพให้รองรับการแสดงข้อมูลเสริมที่ขอบด้านข้างแทน ซึ่งตัวอย่างของซัมซุงก็ทดลองด้วยการแสดงการแจ้งเตือนอีเมล หรือราคาหุ้นมาให้ดู

ฟีเจอร์อันนี้น่าสนใจ แต่ซัมซุงทำคนเดียวไม่ได้ ต้องรอให้นักพัฒนาแอพต่างๆ เขียนโปรแกรมให้รองรับฟีเจอร์หน้าจอโค้งด้วย ซึ่งที่ผ่านมา Galaxy Note Edge ยังวางขายในวงจำกัด คนทำแอพยังไม่สนใจมากนัก แต่พอมาถึงยุคของ S6 edge ที่น่าจะขายได้เยอะกว่ามาก ก็ต้องรอติดตามครับว่าซัมซุงจะผลักดันให้นักพัฒนาสนใจจอโค้งที่ว่านี้ได้แค่ไหน

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า Galaxy S6 รอบนี้ซัมซุงกลับไปทำการบ้านมาได้ดี อะไรที่เคยโดนด่าไว้เยอะๆ ก็แก้ไขจุดบกพร่องเกือบหมด อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ตลาดสมาร์ทโฟนเริ่มอิ่มตัว แถมคู่แข่งจากฝั่งจีนผุดขึ้นมาเยอะมาก (ในราคาที่ถูกกว่าเกือบครึ่ง) ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ก็เป็นความท้าทายที่ซัมซุงจะต้องพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความเป็นแชมป์เอาไว้นั่นเองครับ

มาร์ค Blognone