ตอนที่แล้วผมเขียนถึง “โครงสร้างพื้นฐาน” สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งหลักๆ แล้วหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม-อินเทอร์เน็ตไปแล้ว

ตอนนี้จะกล่าวถึงส่วนประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศอีก 2 อย่างคือฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ครับ

เริ่มจากฮาร์ดแวร์ก่อน

ในรอบสิบปีที่ผ่านมา วงการไอทีเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่ “ไอที” หมายถึงคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ก็ขยายนิยามมาเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ทีวี กล้องถ่ายภาพ เครื่องเล่นเกม นาฬิกา รวมถึงอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ที่เราไม่เคยนึกฝันถึงมาก่อนในอดีต

คำถามคือประเทศไทยทำอะไรได้บ้างกับฮาร์ดแวร์ ตอบแบบไม่เกรงใจกันก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าไม่ค่อยได้หรอกครับ

ตลาดฮาร์ดแวร์มีความเป็นโลกาภิวัตน์สูง เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์อยู่ในมือบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่มีงบวิจัยสูงเสียดฟ้า ส่วนเทคโนโลยีการผลิตอยู่ในมือของบริษัทญี่ปุ่นและไต้หวัน ฐานผลิตหลักอยู่ในจีนและเวียดนาม ผลิตที่เดียวแล้วกระจายไปขายทั่วโลก ประเทศไทยเราอยู่ในสถานะ “ผู้ซื้อ” ที่คงทำอะไรไม่ได้มากนัก จะไปผลิตแข่งกับเขาก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย


อย่างไรก็ตาม ตลาดฮาร์ดแวร์โลกมีข้อดีคือเป็นตลาดเสรี มีการแข่งขันสูง เราเห็นแอปเปิลกับซัมซุงต่อสู้กันอย่างดุเดือดมาหลายปี ในขณะที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใหม่ๆ จากจีนก็เริ่มโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ผลคือโลก (และไทย) ได้ใช้ฮาร์ดแวร์ที่คุณภาพดีขึ้นทุกปีในราคาถูกลงมาก ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ระดับโลกหลายเจ้าก็ทยอยบุกเข้ามาทำตลาดประเทศไทยเพราะเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

ดังนั้นรัฐไทยควรทำอะไรบ้าง? ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันเสรีอยู่แล้ว คำตอบก็คือรัฐไม่ต้องทำอะไรเลย และที่สำคัญก็คืออย่าไปยุ่ง แทรกแซงตลาดจนภาคเอกชนปั่นป่วนก็พอ ปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ผู้บริโภคย่อมได้ประโยชน์

...

ต่อมาคือเรื่องของซอฟต์แวร์

เมื่อพูดถึงซอฟต์แวร์ ความหมายของมันนั้นกว้างมาก เพราะครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ระบบ ไปจนถึงแอพพลิเคชั่น คอนเทนต์ และบริการ
ในส่วนของซอฟต์แวร์ระบบนั้นมีสภาพคล้ายกับวงการฮาร์ดแวร์ คือไทยต้องหมุนตามโลก โลกของเราถูกยึดครองโดยระบบปฏิบัติการสามค่ายคือ ไมโครซอฟท์ กูเกิล แอปเปิล เราก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามแนวทางนี้ สิ่งที่พอทำได้บ้างคือศึกษาเทคโนโลยีของซอฟต์แวร์ระบบระดับโลก โดยเน้นไปที่ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เปิดให้เราดูโค้ดข้างในว่าทำงานอย่างไร

ส่วนของแอพพลิเคชั่น ผมคิดว่ามีลักษณะเป็นท้องถิ่น (local) สูง คนไทยย่อมอยากใช้แอพไทย ที่มีเนื้อหาหรือบริการเชื่อมโยงกับชีวิตรอบตัว ซึ่งประเด็นนี้มีภาคเอกชนจำนวนมากเล็งเห็นโอกาสธุรกิจขนาดใหญ่ ลงมาชิงชัยในตลาดแอพสารพัดชนิดกันอยู่แล้ว รัฐก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะเป็นตลาดเสรี ทุกคนมีสิทธิแจ้งเกิดได้ด้วยแอพของตัวเอง ขอเพียงแค่มีฝีมือจริงๆ สิ่งที่รัฐช่วยได้คงมีแค่การเสริมความรู้หรือทักษะด้านการพัฒนาแอพในทางอ้อมเท่านั้น (เช่น แปลตำราเป็นภาษาไทยเยอะๆ หรือจัดคอร์สสอนเขียนโปรแกรมออนไลน์)

ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญมากและยังเป็นช่องว่างอยู่คือ ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับภาษาไทยครับ

ในอดีตเราป้อนข้อมูลภาษาไทยด้วยคีย์บอร์ดเป็นหลัก ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก และบริษัทเอกชนก็พยายามปรับแก้ซอฟต์แวร์ของตัวเองให้ใช้งานภาษาไทยได้สมบูรณ์แล้ว

แต่ในยุคสมัยใหม่ เรามีวิธีการป้อนข้อมูลภาษาไทยหลากหลายขึ้นมาก เช่น สั่งงานด้วยเสียงพูด เขียนด้วยลายมือ ถ่ายภาพเอกสารภาษาไทยด้วยกล้องสมาร์ทโฟน ฯลฯ

รูปแบบการป้อนข้อมูลที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิมนี้ กลายเป็นช่องว่างที่ซอฟต์แวร์ระบบจากต่างประเทศยังตามไม่ทัน และยังไม่เข้าใจหรือทำงานกับภาษาไทยได้ไม่ดีนัก

ทุกวันนี้มีแอพจากต่างประเทศหลายตัวที่สามารถถ่ายภาพเอกสารแล้วแปลงเป็นข้อความไปประมวลผลต่อได้ทันที ด้วยอัตราความแม่นยำสูงมาก หรือถ้าใครเคยใช้อุปกรณ์ตระกูล Galaxy Note ของซัมซุงก็จะพบว่ามันสามารถแกะลายมือภาษาอังกฤษได้ดีมาก แต่ยังแปลงลายมือภาษาไทยได้แย่อยู่

ในส่วนของระบบแยกแยะเสียงหรือ voice recognition แม้ว่าซอฟต์แวร์หลายตัวในตลาดเริ่มรองรับภาษาไทยแล้ว แต่ถ้าเทียบกับภาษาอังกฤษก็ยังถือว่าห่างกันไกลสุดกู่ อุปสรรคเหล่านี้จะขวางกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาวแน่นอนครับ ลองนึกดูว่าถ้าเรามีเอกสารของราชการจำนวนมากที่ต้องการแปลงเป็นดิจิทัล แต่ต้องมานั่งไล่พิมพ์ใหม่ด้วยแรงคน ไม่สามารถทำระบบอัตโนมัติได้แบบในภาษาอังกฤษ ความสามารถในการแข่งขัน ความเร็วในการให้บริการของเราจะด้อยกว่าประเทศคู่แข่งแค่ไหน

โลกเรากำลังพูดถึงเรื่อง Big Data การนำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์และประมวลผล ในขณะที่ข้อมูลภาษาอังกฤษสามารถเขียนโปรแกรมดูดข้อมูลจำนวนมหาศาลแล้ววิเคราะห์ได้แบบเรียลไทม์ แต่ถ้าข้อมูลภาษาไทยต้องมานั่งคีย์ใหม่ด้วยมือทุกครั้ง สู้ยังไงก็ไม่มีทางชนะ

ซอฟต์แวร์ประมวลผลด้านภาษาลักษณะนี้ถือเป็นซอฟต์แวร์ระบบประเภทหนึ่ง ไม่ใช่แอพพลิเคชั่น สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ยาก ที่ผ่านมาเราจึงไม่ค่อยเห็นบริษัทไทยเข้ามาลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มากนัก ในขณะที่บริษัทต่างชาติเองก็ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควรเพราะฐานผู้ใช้ภาษาไทยถือว่ามีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานทั้งโลก (เอาเวลาไปทำภาษาอังกฤษหรือจีนคุ้มกว่าเยอะ)

เรื่องนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่หามูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงได้ยาก และภาคเอกชนไม่สนใจทำสักเท่าไร ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องลงมาแทรกแซงครับ

รัฐไทยควรลงมาให้ความสำคัญกับซอฟต์แวร์ภาษาไทยอย่างจริงจัง ที่ผ่านมามีหน่วยงานของรัฐบางแห่ง เช่น เนคเทค หรือสถาบันศึกษา ทำวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว แต่ผลลัพธ์ในภาพรวมถือว่ายังไม่พอและยังห่างกับการนำมาใช้จริงอยู่มาก รัฐจึงควรเทงบประมาณด้านการวิจัยลงมาเพิ่มเติม ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์จะเป็นหน่วยงานของรัฐก็ได้ หรือจะจ้างบริษัทเอกชนไทยก็ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ประเด็นที่สำคัญคือรัฐต้องไม่หวังกำไรจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านภาษา ต้องมองว่ามันเป็นรากฐานสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในภาพรวม ดังนั้นผลงานที่ออกมาจากการสนับสนุนของรัฐต้องเปิดซอร์สให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ต่อได้อย่างเสรี จะเป็นบริษัทไทยหรือแอปเปิลก็สามารถนำไปใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะเป้าหมายสูงสุดคือซอฟต์แวร์ทุกตัวในโลกต้องใช้งานกับภาษาไทยได้ดีขึ้นต่างหาก

...


ผมเขียนเอาไว้ในตอนแรกสุดว่า หลักสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลคือทำให้ข้อมูลสารสนเทศไหลเวียนสะดวกขึ้นเท่าที่จะทำได้ การลงทุนในซอฟต์แวร์ภาษาไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สารสนเทศภาษาไทยถูกนำไปใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้นนั่นเองครับ

มาร์ค Blognone