สังเกตไหมครับว่าคนรุ่นใหม่ดูทีวีน้อยลงมาก และหันมาบริโภคสื่อทางเลือกรูปแบบอื่นๆ แทนซะเยอะ คนกลุ่มนี้จะยังดูทีวีบ้างเป็นบางรายการ โดยมักมีพฤติกรรมเปิดทีวีเมื่อรายการที่ติดตามมาถึง (แล้วปิดทันทีเมื่อรายการจบ) หรืออาจเปลี่ยนไปดูรายการทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการชมผ่านสายอากาศหรือดาวเทียมแบบเดิมๆ
เมื่อพูดถึงการดูคลิปวิดีโอออนไลน์ ชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงย่อมเป็น YouTube แบบไร้ข้อกังขา ในรอบหลายปีที่ผ่านมา YouTube ก็พัฒนาตัวเองจากการเป็นแค่แหล่งรวมคลิปวิดีโอที่ใครๆ ก็สามารถส่งคลิปของตัวเองเข้ามาได้ จนเริ่มกลายเป็นสื่อทางเลือกที่เข้ามาแข่งขันกับทีวีแบบดั้งเดิมอย่างเต็มตัว
ประเด็นเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค “ที่เลิกดูทีวี” ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคุยและถกเถียงกันอีกเยอะ ในโอกาสที่ช่วงปลายปี หนังสือพิมพ์ The New York Times มีสกู๊ปพิเศษเรื่อง Susan Wojcicki ผู้บริหารหญิงที่เป็นซีอีโอของ YouTube พอดี ผมเลยนำเกร็ดบางส่วนมาเล่าให้ฟังเรียกน้ำย่อยกันก่อนครับ
ประวัติของ YouTube แบบสั้นกระชับคือในปี 2005 สมัยที่อินเทอร์เน็ตกำลังเริ่มบูม พนักงานของบริษัท PayPal สามคนเล็งเห็นโอกาสของการทำเว็บแชร์วิดีโอออนไลน์ จึงลาออกมาลงขันกันเปิดบริษัท โดยชื่อของบริษัทมาจากคำว่า You (พวกคุณ) บวกกับ Tube (เป็นศัพท์แสลงของอเมริกาที่ใช้เรียกแทนทีวี) แปลว่า “ทีวีของพวกคุณ” นั่นเอง
YouTube เติบโตอย่างรวดเร็วและถูกกูเกิลซื้อกิจการในช่วงปลายปี 2006 ด้วยมูลค่า 1.65 พันล้านดอลลาร์ ช่วงแรก YouTube ได้รับความนิยมมากจริงๆ แต่กลับทำเงินแทบไม่ได้เลย ส่งผลให้กูเกิลถูกวิจารณ์อย่างมากว่าซื้อมาเสียของเปล่า แต่ช่วงหลัง YouTube ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากโฆษณาจำนวนมหาศาล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของ Susan Wojcicki ซีอีโอคนปัจจุบันนี่เอง
...
ทีมผู้ก่อตั้ง YouTube รุ่นดั้งเดิมอยู่กับบริษัทมาจนถึงปี 2010 แล้วลาออกไปทำธุรกิจอย่างอื่น กูเกิลจึงส่ง Salar Kamangar ผู้บริหารเชื้อสายอิหร่าน ซึ่งพนักงานคนแรกๆ ของกูเกิลเข้ามานั่งเป็นซีอีโอแทน พอถึงต้นปี 2014 กูเกิลก็เปลี่ยนตัวผู้บริหารโดยใช้บริการของ Susan Wojcicki ซีอีโอคนปัจจุบัน
ผู้บริหารทั้งสองคนที่กูเกิลส่งเข้ามาคุม YouTube ถือเป็น “คนในใกล้ชิด” ของทีมผู้ก่อตั้งกูเกิล โดยเฉพาะ Susan นั้นเธอมีประวัติไม่ธรรมดา เพราะเธอมีศักดิ์เป็น “พี่ภรรยา” ของ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลด้วย (ปัจจุบัน Brin แยกกันอยู่กับภรรยา Anne Wojcicki แล้ว)
แต่ Susan ไม่ได้มีดีแค่นั้น เพราะเธอถือเป็นบุคคลสำคัญในตำนานการก่อตั้งบริษัทระดับโลกอย่างกูเกิล เนื่องจากสำนักงานแห่งแรกสุดของกูเกิลก็คือบ้านของเธอนั่นเอง (สองผู้ก่อตั้งเลือกมาเช่าบางส่วนของบ้านเธอเพื่อทำเป็นออฟฟิศ)
หลังจากนั้นไม่นาน Susan ก็ถูกชักชวนให้ลาออกจากงานเพื่อมาทำงานกับกูเกิลเต็มตัว เธอตัดสินใจทิ้งงานประจำเดิมมาอยู่กับกูเกิลด้วยเหตุผลว่า เธอเชื่อมั่นว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลก และเธอมองว่ากูเกิลมีศักยภาพจะไปได้ไกล เลยตัดสินใจลองเสี่ยงมาทำงานกับกูเกิลเพื่อไม่ให้ตกรถไฟสายอินเทอร์เน็ตนี้ (มองย้อนไปตอนนี้ถือว่าเธอคิดถูกมาก เพราะร่ำรวยจากหุ้นกูเกิลเป็นหลักหลายร้อยล้านดอลลาร์)
Susan มีบทบาทสำคัญมากในช่วงก่อตั้งกูเกิล เพราะทีมผู้บริหารเป็นคนหนุ่มไฟแรง พนักงานชุดแรกๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในวัยเดียวกัน คนกลุ่มนี้มีความสามารถในสายงานเทคนิค แต่ยังขาดทักษะด้านการบริหารและประสบการณ์ทางธุรกิจอีกมาก ส่งผลให้ Susan ที่ถือว่าแก่กว่าใคร รับบทบาทเป็น “เจ๊ใหญ่” คอยควบคุมดูแลพนักงานหนุ่มๆ สาวๆ ให้เข้าที่เข้าทางในช่วงแรก
พนักงานสไตล์ “เจ๊ใหญ่” ถือว่าสำคัญมากในธุรกิจไอทีหน้าใหม่ครับ ถ้าย้อนดูประวัติบริษัทไอทีดังๆ ในอดีต ล้วนแต่มีพนักงานแบบนี้ทำงานปิดทองหลังพระ คอยสนับสนุนผู้ก่อตั้งอยู่เบื้องหลังแบบเงียบๆ ตัวอย่างคือไมโครซอฟท์ในยุคแรกๆ ก็มีเลขาฯหญิงรุ่นใหญ่ที่ทำหน้าที่คอยดูแลกิจวัตรของ บิล เกตส์ ให้อยู่กับร่องกับรอยเช่นกัน
Susan ยังถือเป็น “ผู้หญิงแถวหน้า” ของวงการไอทีอีกคนหนึ่ง และผู้บริหารหญิงคนดังในปัจจุบันทั้ง Marissa Mayer ซีอีโอของยาฮู และ Sheryl Sandberg ซีโอโอของเฟซบุ๊ก ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “รุ่นน้อง” และ “เด็กปั้น” ที่เดินตามแนวทางของ Susan ทั้งนั้น
ช่วงแรก Susan ทำงานด้านการตลาดให้กูเกิล เธอเป็นคนออกแบบโลโก้ของกูเกิลในยุคแรกๆ ด้วยซ้ำ ภายหลังเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านโฆษณา ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของกูเกิลอยู่หลายปี ก่อนจะถูกโปรโมตมาคุม YouTube ในฐานะซีอีโอของบริษัทลูก (แต่ด้วยขนาดแล้วก็ใหญ่ถึงขนาดแยกเป็นอีกบริษัทได้เลย)
การมาคุม YouTube ของ Susan ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในอดีตเธอเป็นคนผลักดันให้กูเกิลสนใจธุรกิจวิดีโอออนไลน์ และทดลองลุยตลาดนี้ด้วย Google Video ที่อาจมาช้าไปสักหน่อย เมื่อเธอเห็นว่ากูเกิลตกรถด่วนขบวนนี้แล้ว ก็เสนอให้ทีมบริหารยุบ Google Video แล้วซื้อ YouTube แทน
ช่วงนั้นกูเกิลถูกวิจารณ์มากว่าซื้อ YouTube ด้วยราคาแพงเกินไป แต่มาถึงวันนี้ก็คงชัดเจนแล้วเช่นกันว่าวิสัยทัศน์ของ Susan ถูกต้องมากๆ
เมื่อ YouTube ได้เวลาต้องเติบโตในเชิงธุรกิจมากขึ้น ซีอีโอ Larry Page จึงส่ง “คนในใกล้ชิด” ที่ไว้ใจได้อย่าง Susan เข้ามาดูแล เธอมีประสบการณ์โชกโชนด้านโฆษณาออนไลน์ และสามารถนำความรู้เหล่านี้มาผลักดันให้ YouTube ทำรายได้จากโฆษณาให้มากขึ้นด้วย
...
ช่วงหลังเราจึงเห็น YouTube เริ่มมีโครงการใหม่ๆ เช่น จ่ายเงินสนับสนุนให้คนที่ทำวิดีโอลง YouTube แล้วมีคนติดตามมหาศาลสามารถผลิตรายการดีๆ ได้ต่อไป, ช่วยโฆษณาคนเหล่านี้ผ่านสื่ออื่นๆ อย่างป้ายบิลบอร์ด และล่าสุดคือเปิดบริการฟังเพลงแบบเสียเงินบน YouTube ที่ไม่มีโฆษณาและฟังบนอุปกรณ์พกพาได้ด้วย
ก้าวต่อไปในอนาคตของ YouTube คงต้องฝ่าฟันอีกไกล แต่ด้วยฝีมือและประสบการณ์ของซีอีโอ Susan Wojcicki เราก็น่าจะวางใจได้ในระดับหนึ่งว่า อนาคตของ YouTube ต้องไปไกลกว่านี้อีกมากอย่างแน่นอน
มาร์ค Blognone