นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า โครงการ ซอฟต์แวร์ ออฟติไมซ์ อะวอร์ด (Software Opimization Award) เกิดจากความร่วมมือของ อินเทล สมาคมซอฟต์แวร์ไทย หรือ เอทีเอสไอ สมาคมส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือทีเซป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาคุณภาพ และศักยภาพของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สู่ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมจากเทคโนโลยีใหม่ ส่งเสริมบุคลากรในธุรกิจซอฟต์แวร์ให้ได้รับโอกาสการเรียนรู้สู่การลงมือปฏิบัติ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในประเทศ รวมถึง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดังกล่าว

ผอ.ซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวต่อว่า คุณสมบัติการเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 2-500 คน สำหรับการตัดสิน หากรายงานการประเมินที่ส่งมาต้องผ่านการทดสอบแล้วมีสมรรถนะสูงขึ้น15% โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากโครงการ และได้รับสิทธิสนับสนุนจากโครงการอินเทลซอฟต์แวร์พาร์ทเนอร์โปรแกรมด้านการตลาด

นางสุวิภา กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่า โครงการครั้งนี้ จะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศด้วย

“โครงการ ซอฟต์แวร์ ออฟติไมเซชั่น อะวอร์ด เป็นจุดเริ่มต้นให้กับนักพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ไทยต้องเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรมแบบเชิงขนาน หรือพาราเรล โปรแกรม โดยอินเทลจะสอนวิธีแก้ไขที่โค้ดดิ้งเพื่อให้รันไทม์ของโปรแกรมสั้นลง ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย” ผอ.ซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าว

นายจิระวิทย์ แม้ประสาท ผู้จัดการฝ่ายจัดการกลยุทธ์ ประจำประเทศไทย ของอินเทล กล่าวว่า ทิศทางของเทคโนโลยี เป็นกรีนไอที ขณะที่ ซอฟต์แวร์ไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรองรับในส่วนดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องเขียนโปรแกรมให้ประหยัดพลังงาน กินไฟน้อยลง แต่ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงจากเดิม เช่น ต่อไปซีพียูของอินเทลก็จะกินไฟน้อยลงด้วยโปรเซสเซอร์ อะตอม เป็นต้น

...

ผจก.ฝ่ายจัดการกลยุทธ์ ประจำประเทศไทย ของอินเทล กล่าวต่อว่า บริษัทเล็งเห็นจุดเด่นของประเทศไทยด้านบุคคลากรไอที ที่มีศักยภาพ จากการสนับสนุนจากสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตออกกมาจำนวนมาก หากเทียบกับในภูมิภาคเดียวกัน แต่ความต้องการทางตลาดก็สูงเช่นกัน ทำให้อินเทล ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรก โดยตั้งเป้าว่า จะสามารถต่อยอดบุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศไทยได้