ข่าวสำคัญของแวดวงโทรคมนาคมไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือศาลปกครองไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่อง 3G ทำให้สำนักงาน กสทช. สามารถเดินหน้าออกใบอนุญาต 3G ต่อไปได้ตามกำหนด...

ผมประเมินดูแล้วเรื่อง 3G คงลดความร้อนแรงลง กสทช. น่าจะไม่มีอุปสรรคสำคัญๆ ของการออกใบอนุญาต 3G อีกแล้ว และต้นปีหน้าเราคงเห็นผู้ให้บริการทั้งสามรายเปิดตัว 3G บนคลื่น 2100 MHz ซึ่งใช้กับอุปกรณ์พกพาได้เกือบทุกชิ้นในตลาด

ประเด็นที่ผมอยากเขียนถึงในวันนี้มีความเกี่ยวข้องกับ 3G ด้วยเหมือนกัน นั่นคือเรื่อง Mobile Number Portability เรียกย่อว่า MNP และอธิบายเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ย้ายค่ายเบอร์เดิม”

ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย สามารถย้ายบริการแบบ “คงสิทธิเลขหมาย” มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยยื่นเรื่องที่บริษัทผู้ให้บริการในปัจจุบัน เสียค่าธรรมเนียม 99 บาท และใช้เวลา 3-5 วันทำการ

ช่วงที่โอเปอเรเตอร์เริ่มเปิดบริการ MNP สังคมก็ให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม แม้ว่าตอนนี้ MNP จะเงียบๆ ไปบ้าง แต่มันจะกลับมาเป็นเรื่องสำคัญอีกรอบในอนาคตอันใกล้นี้

เหตุผลก็เพราะเรากำลังจะเห็น “ปรากฏการณ์” ย้ายค่ายเบอร์เดิม จาก 2 เหตุการณ์สำคัญในปี 2556 ได้แก่

หนึ่ง ผู้รับใบอนุญาต 3G ทั้งสามราย เปิดบริการ 3G บนคลื่นใหม่ และต้องการย้ายลูกค้าจากคลื่นเก่า 2G ไปใช้คลื่นใหม่แทน (ด้วยเหตุผลหลายประการรวมกัน เช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตถูกกว่าการจ่ายสัมปทาน, คลื่นเดิมแออัด, ผ่องถ่ายลูกค้าไปยังคลื่นใหม่ในระยะยาว) เราย่อมจะเห็นโปรโมชั่นเรียกลูกค้าไปใช้คลื่นใหม่อย่างมากมายในปีหน้า และคนที่อยากย้ายไปใช้คลื่นใหม่ (ถึงแม้ว่าจะเป็นของบริษัทแม่เดียวกัน เช่น DTAC ไป DTAC 2100) โดยใช้เบอร์เดิม ก็จำเป็นต้องยื่นเรื่องผ่านขั้นตอนของ MNP ได้สถานเดียวเท่านั้น

สอง สัมปทานของ TrueMove (ไม่ใช่ TrueMove H) กำลังจะหมดลงในวันที่ 15 กันยายน 2556 โดยลูกค้าและโครงข่ายจะกลับคืนสู่ กสท โทรคมนาคม ตามที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน ดังนั้น ลูกค้า TrueMove บางส่วนที่อาจไม่อยากใช้บริการของ กสท. หรืออยากใช้บริการของบริษัทที่โปรโมชั่นดีกว่า ก็สามารถย้ายค่ายเบอร์เดิมผ่าน MNP ได้เช่นกัน

ตอนนี้เราไม่มีทางรู้ว่าจะมีลูกค้าขอย้ายไปกี่ราย แต่ข้อมูลล่าสุด TrueMove มีลูกค้ามากถึง 17 ล้านราย สมมติว่ามีลูกค้าอยากย้ายเพียง 10% แปลงออกมาเป็นตัวเลขก็มากถึง 1.7 ล้านรายเข้าไปแล้ว

ปัญหาอยู่ที่ว่า ความต้องการใช้งาน MNP ย่อมมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ดำเนินการย้ายค่าย หรือที่เราเรียกว่า clearing house กลับมีศักยภาพในการให้บริการย้ายค่ายในระดับต่ำมาก เดิมทีทำได้แค่เพียงหลักพันเลขหมายต่อวันเท่านั้น ถึงแม้ช่วงหลังจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังจำกัดที่ 40,000 เลขหมายต่อวัน (ตัวเลขนี้นับรวมทุกค่าย แปลว่าในทางปฏิบัติ แต่ละค่ายก็ย้ายได้ในระดับพันหรือหมื่นต้นๆ อยู่ดี)

ลองคิดเลขกันเล่นๆ สมมติว่าลูกค้า 1.7 ล้านรายอยากย้ายค่ายพร้อมกัน ด้วยศักยภาพของ MNP ในปัจจุบัน (คำนวณแบบเต็มที่เลยวันละ 40,000 เลขหมาย) ก็ต้องใช้เวลานานถึง 40 กว่าวันถึงจะย้ายได้หมดนะครับ

...

เหตุผลที่ทำให้ MNP มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน เกิดจากเหตุผลทางเทคนิคส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นความพยายามของผู้ให้บริการโทรศัพท์ทั้งหลาย ที่จะ “กีดกัน” ไม่ให้ลูกค้าย้ายไปค่ายอื่นได้โดยง่าย เพราะนั่นหมายถึงรายได้ของตัวเองที่ลดลงแล้วไปเพิ่มให้คู่แข่งนั่นเอง

ผลก็คือยอดผู้ร้องขอย้ายค่ายผ่าน MNP เริ่มตกค้าง เพราะ clearing house ให้บริการไม่ทัน ลองนึกดูสิครับว่า ปี 2555 นี้ผู้ใช้โทรศัพท์ยังไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องย้ายค่ายกันเยอะเท่าไรนัก เรายังเห็นปัญหาของระบบ MNP ถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ ปีหน้า 2556 มีแรงผลักดันให้ลูกค้าย้ายค่ายมากมาย ย่อมเกิดความโกลาหลกับ MNP แน่นอน

ตรงนี้ผมก็ขอเรียกร้องให้ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของไทย รีบลงมาแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดในการย้ายค่ายผ่าน MNP ในแง่จำนวนที่สามารถรองรับได้ต่อวัน ถึงแม้ว่า clearing house จะเป็นบริษัทกลางที่เอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์ลงขันกันตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการย้ายค่ายแก่ลูกค้า แต่ กสทช. ก็ย่อมมีหน้าที่และสิทธิลงไปควบคุมดูแล และกำหนดให้เพิ่มศักยภาพของการย้ายค่ายต่อวันให้มากเท่ากับที่ผู้บริโภคต้องการ ซึ่งมีผลดีต่อ กสทช. ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของปี 2556 ด้วยอีกส่วนหนึ่งครับ.

มาร์ค Blognone