ตัวเลขข้างต้นไม่ใช่ใบ้หวยนะครับ แต่เป็นตัวเลขบอก “ขนาด” ของหน้าจออุปกรณ์ไฮเทคชนิดใหม่ๆ ที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในช่วงนี้
เมื่อสัปดาห์ก่อนๆ นอกจากไอแพดมินิของแอปเปิลแล้ว ฝั่งของกูเกิลยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รุ่นได้แก่ สมาร์ทโฟน Nexus 4 ที่ผลิตโดยแอลจี และแท็บเล็ต Nexus 10 ที่ผลิตโดยซัมซุง ตัวเลขด้านหลังชื่อรุ่นหมายถึง “ขนาด” ของหน้าจอนั่นเอง
การเปิดตัวสินค้าใหม่ของฝั่งกูเกิล ทำให้ผลิตภัณฑ์แอนดรอยด์ตระกูล Nexus ที่กูเกิลเป็นคนทำมาขายเอง (โดยใช้วิธีจ้างคนอื่นผลิต) มีจำนวนครบทั้งหมด 3 ขนาด (รวมกับ Nexus 7 ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปีแล้ว) ดังนี้
• สมาร์ทโฟน Nexus 4 ผลิตโดยแอลจี
• แท็บเล็ตขนาดย่อม Nexus 7 ผลิตโดยเอซุส
• แท็บเล็ตขนาดใหญ่ Nexus 10 ผลิตโดยซัมซุง
ผู้ใช้แอนดรอยด์จึงสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ตามขนาดที่ตัวเองต้องการได้ เช่น ถ้าชอบอ่านหนังสือนอกสถานที่ก็อาจเลือก Nexus 7 ที่จอใหญ่กำลังดีแต่ยังพกพาสะดวกอยู่ หรือถ้าเน้นการใช้งานภายในบ้านไม่ออกไปไหน ก็ควรเลือก Nexus 10 แทน เป็นต้น แต่ไม่ว่าเลือกตัวไหน ลูกค้าจะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะทุกตัวใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2 รุ่นล่าสุดของกูเกิล และเข้าถึงเนื้อหาดิจิทัลใน Play Store ได้เท่าเทียมกัน
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ตระกูล Nexus ของกูเกิลคือ “ราคา” ที่จัดหนักมากระชากใจผู้บริโภคมากๆ โดย Nexus 4 ราคาเริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,000 บาท) Nexus 7 ราคาเริ่มต้นที่ 199 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,000 บาท) และ Nexus 10 ราคาเริ่มต้นที่ 399 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,000 บาท) ทุกตัวอัดสเปกมาแรงเกือบท็อป ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าต่อราคาสูงมาก
แต่ต้องย้ำว่าราคาเหล่านี้เป็นราคาที่ขายผ่านหน้าเว็บของกูเกิลในบางประเทศเท่านั้น (และข่าวร้ายคือประเทศไทยยังไม่มีหน้าร้านออนไลน์ของกูเกิล) ดังนั้นถ้าให้บริษัทที่ผลิตเครื่องให้กูเกิลนำเข้ามาขายเอง อาจไม่ได้ราคาถูกเท่านี้นะครับ เพราะต้นทุนและรูปแบบธุรกิจนั้นต่างกัน
ย้อนมาดูฝั่งแอปเปิลกันบ้าง การเปิดตัวไอแพดมินิ ทำให้แอปเปิลมีผลิตภัณฑ์จอสัมผัสครบทั้ง 3 ขนาดเช่นกัน
• สมาร์ทโฟน iPhone 5 หน้าจอ 4 นิ้ว
• แท็บเล็ตขนาดย่อม iPad mini หน้าจอ 7.8 นิ้ว
• แท็บเล็ตขนาดใหญ่ iPad 4 หน้าจอ 9.7 นิ้ว
จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลก็มีขนาดหน้าจอใกล้เคียงกับของกูเกิลมาก สามารถต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันได้ทุกระดับชั้น ที่เหลือคงขึ้นกับว่าผู้ใช้จะเลือกอยู่กับแพลตฟอร์มค่ายไหนมากกว่า ชอบอะไรระหว่างไอโอเอสกับแอนดรอยด์ เมื่อเลือกค่ายได้แล้ว ขนาดหน้าจอคงขึ้นกับเงื่อนไขการใช้งานอีกทีหนึ่ง
การที่บริษัทใหญ่ทั้งสองค่ายต่างออกฮาร์ดแวร์หน้าจอใกล้เคียงกันมาต่อสู้กัน เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าขนาดหน้าจอทั้งสามระดับเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ดังนั้นในอนาคตเราคงเห็นหน้าจอขนาดอื่นๆ นอกเหนือจากนี้น้อยลง หรือลดลงเหลืออุปกรณ์เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น เช่น Galaxy Note ของซัมซุงที่ใช้หน้าจอขนาด 5 นิ้วกว่าๆ เป็นต้น
ก๊กที่สามที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือ ไมโครซอฟท์ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์วางจำหน่ายแท็บเล็ตแบรนด์ของตัวเอง คือ Surface ขนาดหน้าจอ 11 นิ้วนิดๆ เป็นที่เรียบร้อย ส่วนสมาร์ทโฟนตระกูล Windows Phone ที่ออกมาก็มีขนาดหน้าจอราว 3-4 นิ้วอยู่ก่อนแล้ว
Surface มีขนาดใหญ่เกิน 10 นิ้วไปเล็กน้อย เนื่องจากไมโครซอฟท์พยายามมองว่า Surface เป็น “พีซี” มากกว่าเป็นแท็บเล็ต มีจุดขายที่คีย์บอร์ดซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม พิมพ์งานได้ใกล้เคียงกับพีซี ไมโครซอฟท์เลยออกแบบ Surface ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าแท็บเล็ตทั่วไป เพื่อให้การพิมพ์บนคีย์บอร์ดของ Surface สะดวกขึ้นกว่าคีย์บอร์ดขนาด 10 นิ้วนั่นเอง
ตอนนี้ไมโครซอฟท์ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้หน้าจอขนาด 7 นิ้วสักตัว แต่ความเป็นไปได้ก็ยังมีอยู่เสมอ เพราะไมโครซอฟท์เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัท Barnes & Noble ร้านขายหนังสือรายใหญ่ของสหรัฐฯ พัฒนาแบรนด์อีบุ๊ก Nook ร่วมกัน ดังนั้นในระยะยาวสักหน่อย เราอาจเห็นแท็บเล็ตขนาด 7-8 นิ้วในแบรนด์ Nook ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์ ออกมาเน้นตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กที่เป็นแท็บเล็ตได้ด้วย
มาร์ค Blognone
...