ในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั่วโลก อุตสาหกรรมการเงินและการธนาคารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาคและผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเบื้องหลังธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสำคัญของปี 2026 ที่ยกระดับจากการทดสอบ (POC) สู่การนำ AI มาสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง พร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ อย่างเต็มกำลัง
KBTG มุ่งสู่ Tech Company ระดับภูมิภาค อัดงบไอทีหมื่นล้านปั้น "นวัตกรรม-เสถียรภาพ"
คุณวรนุช เดชะไกศยะ Executive Chairman ของ KBTG เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงานว่า KBTG มีทิศทางการเติบโตด้านการลงทุนไอทีอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมและการมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ
ความสำเร็จเชิงประจักษ์คือตัวเลขผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันแอปพลิเคชัน K PLUS มีผู้ใช้งานราว 24.5 ล้านบัญชี ขณะที่แอปพลิเคชัน MAKE by KBank ซึ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ก็มีผู้ใช้งานถึงกว่า 4 ล้านบัญชี
ในด้านยุทธศาสตร์เทคโนโลยี คุณวรนุชย้ำว่า KBTG ให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่
- ระบบเสถียร (Operation Excellence): ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบออนไลน์ ต่างจากอดีตที่ระบบออนไลน์อาจเป็นเพียงทางเลือก แต่ปัจจุบันหากระบบล่มเพียง 5-10 นาที จะสร้างความเสียหายและเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล
- ความปลอดภัย (Security): มีการลงทุนสูงในการตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยง (Fraud) เพื่อให้ข้อมูลของลูกค้าและองค์กรปลอดภัยที่สุด
- Productivity & Technology Investment: ธนาคารลงทุนด้านไอทีไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งงบดำเนินงานและโปรเจกต์ใหม่ โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลิตภาพ การบริหารทรัพยากรให้คุ้มค่า และหาเทคโนโลยีใหม่มาทดแทนระบบเก่า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพ
สำหรับการทรานส์ฟอร์มด้วย AI คุณวรนุชเน้นย้ำว่า "AI คือการลงทุน ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย" แต่การวัดผลกำไรขาดทุน (ROI) ของ AI เป็นเรื่องท้าทาย โดย KBTG ใช้วิธีวัดผลเป็นรูปธรรม พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยในทุกกระบวนการของการพัฒนาระบบ ตั้งแต่การเก็บ Requirement ไปจนถึงการเขียนโค้ดและทดสอบระบบ
อย่างไรก็ตาม เธอได้ให้แง่คิดว่าก่อนจะนำ AI มาใช้ ต้องหา Pain point ของธุรกิจให้เจอก่อน และต้องมีฐานข้อมูล (Data) ที่พร้อม ไม่ใช่แค่ซื้อ AI มาแล้วจะหวังให้ทำได้ทุกอย่าง
“ที่สำคัญที่สุดคือหลักการ ‘Human in the loop’ เพราะ AI ไม่สามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การออกแบบกระบวนการทำงาน จะต้องแยกว่าส่วนไหน AI ทำ ส่วนไหนคนทำ หรือส่วนไหนต้องทำร่วมกัน”
KBTG สร้าง "AI Culture" โดยให้พนักงานทุกคนต้องผ่านการเทรนนิ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจ AI อย่างถูกต้อง มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมไอเดีย เช่น โครงการ Warm-up และ Hackathon ให้พนักงานแข่งขันกันนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงานสายเทคโนโลยี นอกจากเรื่องงานแล้ว KBTG ยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการดูแลรักษาสุขภาพจิตใจของพนักงานอีกด้วย
สร้างมูลค่าเชิงธุรกิจด้วย AI ภายใต้ปรัชญา "Human First, AI First"
ด้าน ดร. ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Managing Director ของ KBTG ได้ระบุถึงทิศทางการพัฒนา AI ว่า ในปีนี้ธีมหลักคือ "AI and Value Creation" หรือการเปลี่ยนจากการทดลอง (Experimentation) ไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง ภายใต้หลักการ "Human First x AI First" ที่เน้นย้ำให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางและใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ
เขาชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันการทำโปรเจกต์ AI ทั่วโลกไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง KBTG จึงปรับกรอบแนวคิดใหม่ มุ่งเน้นไปที่ "การสร้างคุณค่า" ผ่านสมการแห่งความสำเร็จคือ V = (P + P + P)E ประกอบด้วย
- V (Value): คุณค่าและมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้
- P (Process): ปรับกระบวนการทำงานแบบ AI SDLC โดยใช้ตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) ทำงานร่วมกับคน
- P (People): เตรียมความพร้อมบุคลากร สู่การทำงานร่วมกับ Digital Worker โดยมุ่งอัปสกิลพนักงานให้ก้าวจากการเป็นเพียงผู้ใช้งาน สู่ AI Builder และ AI Excellence
- P (Platform): การสร้างระบบแบบแยกส่วน เพื่อเป็น Building blocks ในการต่อยอด Use Case ได้รวดเร็ว
- E (Experimentation): พลังแห่งการทดลองและเรียนรู้ที่เป็นตัวคูณทวีคูณ
โดยปัจจุบัน KBTG ได้พัฒนาความสามารถหลัก 4 ด้าน ได้แก่ Q&A Chatbot, Advisory, Document Processing และ Voice Technology เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
ยกระดับ Digital Trust รับมือภัยคุกคามยุค AI และ Quantum Computing
ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีต้องมาคู่กับความปลอดภัย คุณชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์ Vice Chairman & Group CISO ของ KBTG ระบุว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่น หรือ Digital Trust โดยปัจจุบันสถาบันการเงินต้องเผชิญ 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่
- ภัยคุกคามรูปแบบใหม่: จากการที่มิจฉาชีพและแฮกเกอร์ได้นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตี
- ความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีใหม่: การสนับสนุนให้พนักงานใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity แต่ถ้าหากไม่มีการควบคุมที่ดี พนักงานอาจป้อนข้อมูลสำคัญของบริษัทหรือข้อมูลลูกค้าลงไปใน AI สาธารณะ ซึ่งจะทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้
- ความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม (Third Party): การถูกแฮกขององค์กรทั่วโลกมักมีสาเหตุลุกลามมาจากพาร์ทเนอร์หรือบริษัทลูก ธนาคารจึงต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมแผนรับมือร่วมกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ
เพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ KBTG ได้ประกาศนโยบาย AI Governance และการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยเฉพาะ ควบคู่ไปกับหลักการ Responsible AI ที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และปราศจากอคติ พร้อมทั้งจัดตั้งกระบวนการควบคุมไม่ให้พนักงานนำข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ไปใช้กับระบบ Public Generative AI เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้า
ส่วนประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือภัยคุกคามร้ายแรงในอนาคตอย่าง Quantum Computing ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นจริงภายในปี 2030 สิ่งที่น่ากังวลคืออาจสามารถถอดรหัสความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ภายในไม่กี่นาที
“KBTG ได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามจากควอนตัม ด้วยเทคโนโลยี Post-Quantum Cryptography (PQC) หรือการเข้ารหัสลับที่ทนทานต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยได้เริ่มทำแผนการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ปี 2024 และตั้งเป้าหมายที่จะปรับปรุงการเข้ารหัสของระบบสำคัญให้เสร็จสิ้นภายในปี 2029 ก่อนกำหนดการคาดการณ์ของโลก 1 ปี ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายระดับโลกเปรียบได้กับวิกฤต Y2K ในอดีต”
ไขคำตอบทิศทางเทคโนโลยี เมื่อ AI เข้ามา KBTG จะเดินหน้าอย่างไร?
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว คุณวรนุช เดชะไกศยะ และดร. ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล ได้ร่วมกันไขข้อข้องใจและฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของ KBTG ในการนำ AI มาใช้ในเชิงปฏิบัติได้อย่างน่าสนใจ
“ในอนาคต KBTG จะมุ่งเน้นดึงงานพัฒนาระบบกลับมาทำด้วยตัวเอง (In-house) มากยิ่งขึ้น และลดสัดส่วนการพึ่งพาบริษัทภายนอก (Outsource) ลง สาเหตุสำคัญเป็นเพราะความสามารถของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันเข้ามาช่วยให้การพัฒนาระบบรวดเร็วขึ้นมาก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดความจำเป็นในการจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีต้นทุนสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีในการช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย” คุณวรนุช กล่าว
เมื่อเจาะลึกถึงประเด็นการบริหารจัดการต้นทุนจากการใช้งาน AI ที่กำลังเป็นความท้าทายของหลายองค์กร เธอเน้นย้ำว่า KBTG มีความระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แม้จะมองว่า AI คือการลงทุน แต่ก็ต้องมีการประเมินต้นทุนอย่างละเอียดตั้งแต่ช่วงทดสอบแนวคิด (POC) ว่ามีการใช้ทรัพยากรหรือจำนวน Token ไปเท่าไร และคุ้มค่าที่จะเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะองค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการ (Vendor) อาจฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในอนาคต หากโปรเจกต์ไหนพิจารณาแล้วว่ามีต้นทุนบานปลายหรือไม่คุ้มค่า บริษัทก็พร้อมที่จะถอยและเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นที่เหมาะสมกว่าแทน
ในประเด็นความคุ้มค่านี้ ดร.ทัดพงศ์ ได้กล่าวเสริมในมุมมองของการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ว่า บางครั้งความสำเร็จจากการนำ AI มาใช้อาจไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ทั้งหมดเสมอไป เช่น เรื่องของความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น หรืออัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) ที่ดีขึ้น ดังนั้นการประเมินความคุ้มค่าจึงต้องทำร่วมกับหน่วยงานฝั่งธุรกิจเป็นรายโปรเจกต์ไป เพื่อให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของการลงทุนนั้นๆ
ส่วนประเด็นสำคัญที่สังคมและคนทำงานทั่วโลกต่างกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานและทำให้เกิดการเลิกจ้างหรือไม่นั้น ดร.ทัดพงศ์ ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า KBTG ยึดมั่นในหลักการ "Human in the loop" เสมอ
"เราจะไม่มีโมเดลการนำ AI เข้ามาแล้วปลดพนักงานออกแบบที่เกิดขึ้นกับหลายบริษัทในต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่จะใช้วิธีบริหารจัดการโดยพิจารณาชะลอการรับพนักงานใหม่ และมุ่งเน้นไปที่การเสริมทักษะให้กับพนักงานปัจจุบัน เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้งานและทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณวรนุช ที่มองว่า หาก AI สามารถช่วยลดเวลาการทำงานเดิมลงได้ พนักงานก็สามารถนำเวลาที่ประหยัดได้นั้น ไปต่อยอดสร้างสรรค์คุณค่าอื่นๆ ให้กับองค์กรได้ต่อไป
วิสัยทัศน์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า KBTG ไม่ได้เพียงแค่วิ่งตามกระแสเทคโนโลยี แต่กำลังใช้ยุทธศาสตร์ที่รัดกุม ผสมผสานศักยภาพของ AI และมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันธนาคารกสิกรไทยให้ก้าวสู่การเป็นสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน