ตอนที่แล้วผมเขียนเรื่อง “สามก๊กไอที” แนวรบด้านระบบปฏิบัติการไปแล้ว คราวนี้เป็นเรื่องของแนวรบที่สอง “เว็บเบราว์เซอร์” หรือโปรแกรมสำหรับท่องเว็บ ที่คุณผู้อ่านคุ้นเคยกันดีนั่นเองครับ...
แรกเริ่มเดิมที โปรแกรมท่องเว็บถูกบุกเบิกโดยบริษัทเน็ตสเคป (Netscape - ถ้าใครโตทันคงจำโลโก้ตัว N สีน้ำเงินพร้อมฉากหลังเป็นดาวตกกันได้) ตั้งแต่ยุค 1990 ตอนต้นๆ แต่สุดท้ายเน็ตสเคปก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ Internet Explorer (IE) ของไมโครซอฟท์ ที่ทุนหนากว่ากันมาก แถมยังใช้กลยุทธ์ “ขายเหล้าพ่วงเบียร์” แถม IE มากับวินโดวส์ทุกก๊อบปี้ จนเน็ตสเคปต้องสูญพันธุ์ไปโดยปริยาย และส่งผลให้ไมโครซอฟท์กลายเป็นเจ้าตลาดเว็บเบราว์เซอร์มาจนถึงทุกวันนี้
ปัญหาของไมโครซอฟท์ คือ ได้ชัยแล้วฮึกเหิมลำพอง หลังจากไมโครซอฟท์โค่นเน็ตสเคปได้สำเร็จในช่วงปี 1997-1998 ก็ออกวินโดวส์ XP พร้อมกับ IE 6 ในปี 2001 ครอบครองโลกแห่งเว็บได้เกือบเบ็ดเสร็จ แต่หลังจากนั้น ไมโครซอฟท์ก็แทบไม่ได้ปรับปรุง IE อีกเลย ปี 2001 เป็นอย่างไรก็ใช้แบบนั้นกันต่อไป (เป็นข้อเสียของตลาดผูกขาดที่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งครองตลาดแต่เพียงราย เดียว นวัตกรรมไม่เกิด)
...
อย่างไรก็ตาม ก่อนเน็ตสเคปจะตายก็ได้เปิดซอร์สโค้ดของโปรแกรมตัวเองให้เป็นสมบัติสาธารณะ ในชื่อโครงการ ม็อซซิลลา (Mozilla) ที่เปิดกว้างให้โปรแกรมเมอร์จากที่ไหนก็ได้มาร่วมพัฒนาเบราว์เซอร์ตัวนี้ให้ ดียิ่งๆ ขึ้น
ม็อซซิลลา ล้มลุกคลุกคลานอยู่นานพอสมควร กว่าจะเข้าที่ต้องรอถึงปี 2004 เมื่อ Firefox รุ่นแรกออกสู่ตลาด จุดเด่นของ Firefox คือเล็ก เบา ทำงานรวดเร็ว รองรับมาตรฐานเว็บแบบใหม่ๆ มากกว่า IE จนเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายก็สร้างแรงกดดัน บีบให้ไมโครซอฟท์ต้องปรับปรุง IE ขนานใหญ่ (ปัจจุบันเป็น IE9 และกำลังจะออก IE10 พร้อมวินโดวส์ 8)
ตั้งแต่นั้นมาตลาดเว็บเบราว์เซอร์ที่เคยนิ่งสนิทมานานก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
นอกจาก IE กับ Firefox แล้ว เรายังเห็นยักษ์หลับ (ในตอนนั้น) อย่างแอปเปิล เริ่มขยับตัวมาร่วมวงในตลาดนี้ด้วย สมัยที่ สตีฟ จ็อบส์ กลับเข้ามายังแอปเปิลใหม่ๆ เขาประกาศจับมือกับไมโครซอฟท์ ขอให้ไมโครซอฟท์ออก IE เวอร์ชั่นแมคให้ (ผลคือ IE5.5 ซึ่งทำงานได้ดีพอสมควร) แต่สุดท้ายแล้วแอปเปิลเลือกจะไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เว็บเป็นเทคโนโลยีสำคัญ แอปเปิลควรมีเว็บเบราว์เซอร์เป็นของตัวเอง
ว่าแล้ว แอปเปิลก็นำเบราว์เซอร์แบบโอเพนซอร์สตัวหนึ่ง ชื่อ KHTML/Konqueror (ซึ่งทำงานได้แค่บนลินุกซ์และไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนอกวงการโอเพนซอร์ส) มาปรับปรุงเพิ่มเติมในชื่อ WebKit และนำเจ้า WebKit นี้ มาทำเป็นเบราว์เซอร์ของตัวเอง ชื่อ Safari เน้นการใช้งานบนเครื่องแมคเป็นหลัก (ทำงานบนวินโดวส์ได้ด้วยแต่ไม่ได้รับความนิยม) อันนี้ผู้ใช้แมคคงคุ้นเคยกับไอคอนรูปเข็มทิศที่มาพร้อมกับแมคทุกเครื่องเป็น มาตรฐาน
Safari ออกรุ่นแรกเมื่อปี 2004 ปัจจุบันก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่เยอะนัก เพราะคนใช้แมคยังมีน้อย แต่การทำ Safari ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ ของแอปเปิลครั้งหนึ่ง เพราะเมื่อแอปเปิลตัดสินใจทำมือถือ ก็มี Safari พร้อมทำงานเป็นเบราว์เซอร์หลักบนไอโฟนให้ทันที ช่วยให้มือถือของแอปเปิลมีซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์นำหน้าคู่แข่งตั้งแต่แรก กลายเป็นจุดขายหลักอีกอย่างหนึ่งของไอโฟนรุ่นแรก ที่ให้ประสบการณ์การท่องเว็บดีกว่ามือถือตัวอื่นๆ ในยุคนั้นมาก
บริษัท ไอทีอีกรายที่บุกเข้ามายังตลาดเบราว์เซอร์คือกูเกิลครับ เดิมทีกูเกิลใช้วิธีจับมือเป็นพันธมิตรกับม็อซซิลลา จ่ายเงินสนับสนุนโครงการ Firefox เป็นหลักร้อยล้านดอลลาร์ โดยแลกกับเงื่อนไขว่า ช่องค้นหาของ Firefox ต้องใช้กูเกิลเป็นเครื่องมือค้นหาหลัก (ซึ่งกูเกิลจะมีรายได้กลับคืนมาจากคนที่ค้นกูเกิลผ่าน Firefox แล้วคลิกโฆษณา)
ความสัมพันธ์ฉันมิตรของกูเกิลกับม็อซซิลาดำเนินมา หลายปี แต่สุดท้ายกูเกิลก็เห็นซึ้งถึงทางธรรมว่า เราเป็นบริษัทเว็บ หากินกับเว็บ ดังนั้น เราควรมีเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเองเพื่อการันตีว่าคนจะเข้าเว็บเราได้ สะดวกที่สุด
ว่าแล้ว กูเกิลก็หันมาทำเบราว์เซอร์เองบ้าง ซึ่งวิธีการของกูเกิลก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด แต่หันไปร่วมมือกับโครงการ WebKit ที่แอปเปิลพัฒนาอยู่แล้ว (ด้วยโมเดลโอเพนซอร์สที่เปิดให้ทุกคนเข้าร่วมได้) และนำ WebKit มาพัฒนาต่อเป็น Google Chrome อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้
ดังนั้น ถึงแม้เราจะเห็นกูเกิลกับแอปเปิลทะเลาะกันจะเป็นจะตายเรื่องสมาร์ทโฟน แต่ในบางเรื่อง อย่างเช่นเบราว์เซอร์ เค้าก็ร่วมมือกันดีในการพัฒนา WebKit ให้ดียิ่งๆ ขึ้น เพราะผลลัพธ์ช่วยให้ทั้ง Safari กับ Chrome ดีขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง (ความสัมพันธ์แบบวิน-วินไงครับ) นอกจากนี้ กูเกิลก็ยังจ่ายเงินสนับสนุน Firefox ต่อไป ถึงแม้จะกลายมาเป็นคู่แข่งกันแล้ว เหตุเพราะกูเกิลต้องการรายได้จากค่าโฆษณาที่เยอะกว่ามากๆ นั่นเอง
Chrome ออกทีหลังใครเพื่อน คือเปิดตัวปี 2008 แต่เนื่องจากกูเกิลจัดหนัก พัฒนา Chrome ให้ทำงานได้บนอุปกรณ์หลากหลาย ทั้งวินโดวส์ แมค ลินุกซ์ แอนดรอยด์ และล่าสุด บนไอโฟน-ไอแพด แถมมีความสามารถสูง ทำงานเร็ว เบาเครื่องกว่า Firefox ด้วยซ้ำ จึงเป็นผลให้ Chrome กลายเป็นเว็บเบราว์เซอร์ยอดฮิต สถิติบางสำนักบอกว่าแซงหน้า IE ขึ้นเป็นเบราว์เซอร์อันดับหนึ่งไปแล้ว (แต่บางสำนักก็บอกว่า IE ยังนิยมอยู่ เนื่องจากฐานผู้ใช้วินโดวส์จำนวนมหาศาล)
ตลาดเบราว์เซอร์จึงเป็นการต่อกรกันระหว่าง 4 รายใหญ่ ได้แก่ IE, Firefox, Chrome, Safari โดยมีตัวสอดแทรกเป็นผู้ผลิตเบราว์เซอร์ทางเลือก Opera จากนอร์เวย์ ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้บางกลุ่ม
จะเห็นว่าทั้งสามบริษัทใน “สามก๊กไอที” ของเรา ต่างเข้ามามีบทบาทในตลาดเบราว์เซอร์กันถ้วนหน้า (ม็อซซิลลา มีสถานะเป็นมูลนิธิไม่หวังผลกำไร) ด้วยเหตุผลที่ผมเขียนไปแต่ต้นแล้วว่า เว็บเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโลกไอที ดังนั้น บริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้จึงต้องการ “ควบคุม” วิธีการใช้งานเว็บของผู้บริโภคให้มากที่สุด
การเป็นเจ้าของเว็บเบราว์เซอร์เอง ช่วยต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆ ได้มาก กรณีของกูเกิลนั้น ชัดเจนว่ากูเกิลเป็นบริษัทเว็บ รายได้หลักมาจากเว็บ ดังนั้น กล่องค้นหาของ Chrome จึงต้องผูกกับกูเกิลเป็นหลัก (เปลี่ยนไปใช้ยาฮู หรือรายอื่นแทนได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครทำกัน) กรณีของไมโครซอฟท์เองก็คล้ายกัน ถ้าเราติดตั้ง IE โดยไม่ได้ปรับแต่งอะไรเป็นพิเศษ มันจะค้นข้อมูลจาก Bing ให้โดยอัตโนมัติ (แต่อันนี้ทุกคนเปลี่ยนไปใช้กูเกิลกันทีหลังอย่างพร้อมเพรียงกัน ฮา)
นอกจากประเด็นเรื่องการต่อยอดธุรกิจค้นหาแล้ว ในยุคสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตกำลังบูมแบบนี้ การมีเบราว์เซอร์เป็นของตัวเอง ก็เอื้อประโยชน์ต่อการเชื่อมการทำงานข้ามอุปกรณ์ระหว่างคอมพิวเตอร์-มือถือ เข้าด้วยกัน ถ้าคุณผู้อ่านใช้ Safari บนไอโฟน ก็คงรู้ดีว่ามันดึงข้อมูลจาก Safari บนแมคไปให้อัตโนมัติ เช่นเดียวกับ Chrome ที่ดึงข้อมูลจากเวอร์ชันเดสก์ท็อป ไปใช้บนสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน
กรณีของกูเกิล ยิ่งก้าวหน้าไปอีกขั้นกับ Chrome OS ที่ผมเขียนถึงไปในตอนที่แล้ว มันเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับพีซี-โน้ตบุ๊ก ที่ไม่มีอะไรเลย นอกจาก Chrome เอาไว้ท่องเว็บอย่างเดียว อธิบายง่ายๆ ว่ามันเป็นฮาร์ดแวร์สำหรับท่องเน็ต ที่เน้นใช้งานบริการออนไลน์ของกูเกิลเป็นหลัก (แค่ดันใช้เว็บอื่นๆ ได้ด้วย) นอกจากนี้ ในอีกไม่ช้าเราจะได้เห็น Firefox OS ระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทโฟนจากม็อซซิลลา ที่ไม่มีอะไรอื่นยกเว้น Firefox เวอร์ชั่นมือถือ (และเรียกใช้งานแอพผ่านอินเทอร์เน็ต) อีกตัวหนึ่งด้วย
...
มาร์ค Blognone