คุณผู้อ่านที่ติดตามข่าวของโลกไอทีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงรับทราบข่าวการเสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของเฟซบุ๊กกันเป็นอย่างดีแล้วนะครับ ในโอกาสนี้ผมก็ขอเกาะกระแสเขียนถึงเรื่องนี้กับเขาด้วยสักหน่อย...

ตามธรรมเนียมปฏิบัติในโลกไอทีของสหรัฐฯ บริษัทหน้าใหม่ที่สร้างนวัตกรรมมักเกิดจากวัยรุ่นหรือนักศึกษาที่มีความคิดนอกกรอบ พยายามแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ สารพัดอย่างด้วยนวัตกรรมด้านไอที บริษัทเหล่านี้จะขอระดมทุนจากนักลงทุนหรือบริษัทลงทุน (venture capital หรือ VC) เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย จ้างพนักงาน เช่าสำนักงาน ฯลฯ ในช่วง 1-3 ปีแรกของการตั้งบริษัท ซึ่งผลิตภัณฑ์ยังไม่เสร็จและบริษัทยังไม่มีรายได้เข้ามาจุนเจือ โดยนักลงทุนจะได้หุ้นของบริษัทไปส่วนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน

เมื่อบริษัทเติบโต ผลิตภัณฑ์เริ่มมีคนใช้งาน เริ่มมีรายได้เข้ามาจากการค้าขายจริงๆ เส้นทางชีวิตของบริษัทนั้นสามารถแบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ ขายกิจการให้บริษัทอื่นที่ใหญ่กว่า หรือไม่ก็เสนอขายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนในระดับที่มากขึ้น

ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน นักลงทุนจะได้เงินจากการขายหุ้นที่มีอยู่ให้กับเจ้าของคนใหม่ ซึ่งหุ้นก็มีราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจากบริษัทดังแล้ว กำไรของนักลงทุนอยู่ตรงนี้ และนักลงทุนจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ ต่อไป

อินเทล ไมโครซอฟท์ แอปเปิล กูเกิล เติบโตมาจากเส้นทางนี้กันถ้วนหน้า โดยบริษัทดังๆ ที่ว่ามานี้เข้าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุน และเฟซบุ๊กก็กำลังดำเนินรอยตามในเส้นทางนี้

ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการเกิดขึ้นของเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ช่วยให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก มันเปลี่ยนวิธีการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ จากเดิมที่ต้องคุยกันแบบเจอหน้า หรือแชตคุยกันในวงเล็กๆ มาเป็นโลกออนไลน์ที่เพื่อนๆ ของเราเกือบทุกคนติดต่อสัมพันธ์กันในนั้นแทน

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เฟซบุ๊กซึ่งเป็นหัวหอกของเครือข่ายสังคมลักษณะนี้ กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับ phenomenal และมีผู้ใช้งานจำนวนมากระดับหลายร้อยล้านคน (ตัวเลขล่าสุดทะลุหลักแปดร้อยล้านแล้ว และคงถึงพันล้านในไม่ช้า) เรื่องราวของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กลายเป็นตำนานและถูกนำมาดัดแปลงขยายเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Social Network ออกฉายไปทั่วโลก

กระแสความนิยมของเฟซบุ๊กส่งผลให้การขายหุ้น IPO ของบริษัทถูกจับตาอย่างมาก และนักลงทุนจำนวนมหาศาลต่างใฝ่ฝันจะครอบครองหุ้นของเฟซบุ๊กเพื่อทำกำไรต่อในอนาคต การขายหุ้นวันแรกจึงมีคนเสนอซื้อเป็นจำนวนมาก จนระบบของตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐรับไม่ไหว และต้องเริ่มขายหุ้นช้าไปถึงครึ่งชั่วโมงจากกำหนดเดิม

โดยสรุปแล้ว การขายหุ้นของเฟซบุ๊กประสบความสำเร็จดังความคาดหมาย และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ “ตำนานบทที่สอง” ที่เฟซบุ๊กต้องเผชิญต่อไป

ตอนนี้เฟซบุ๊กมีสถานะเท่าเทียมกับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) และถูกตรวจสอบการดำเนินการโดยผู้ถือหุ้น สิ่งที่เฟซบุ๊กจะต้องตอบให้ได้ในอีก 1 ปีข้างหน้าคือ “รายได้” ของเฟซบุ๊กในฐานะองค์กรธุรกิจจะมาจากไหนบ้าง

วิธีการสร้างรายได้ของเฟซบุ๊กในปัจจุบันมาจากโฆษณาเป็นหลัก มีการขายสินค้าและเงินตราเสมือนในเกมบนเฟซบุ๊กบ้างอีกจำนวนหนึ่ง ปัญหาของเฟซบุ๊กคือคนใช้เยอะจริง แต่รายได้หารออกมาต่อหัวแล้วน้อยมาก ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เฟซบุ๊กต้องพิสูจน์ตัวเองให้นักลงทุนเห็นว่าสามารถสร้างรายได้จากสมาชิกจำนวนมหาศาลได้มากกว่านี้อีกมาก มิฉะนั้นสถานการณ์อาจพลิกผัน จากดาวรุ่งของโลกไอทีกลายเป็นบริษัทธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป

บริษัทออนไลน์ที่เผชิญกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อนคือกูเกิล ช่วงแรกกูเกิลทำระบบค้นหาได้ดี มีคนนิยมใช้มาก แต่กลับไม่สามารถสร้างรายได้ในจำนวนที่ทัดเทียมกัน ซึ่งภายหลังกูเกิลพัฒนาผลิตภัณฑ์โฆษณาที่อิงตามคำค้นหาชื่อ AdWords ขึ้นมาตอบโจทย์นี้ และส่งผลให้กูเกิลกลายเป็นมหาอำนาจบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้และรายได้ของบริษัทที่ยั่งยืน

เฟซบุ๊กก็กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน ตอนนี้ตัวผลิตภัณฑ์คงไม่มีข้อกังขาใดๆ แล้ว แต่ลำดับถัดไปเฟซบุ๊กต้องสร้างนวัตกรรมด้านรายได้ขึ้นมาในลักษณะเดียวกับที่กูเกิลมี AdWords ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของบริษัทสำหรับการก้าวขึ้นไปอีกระดับ

ถ้าทำได้ เฟซบุ๊กจะกลายเป็นกูเกิลรายใหม่หรืออาจก้าวขึ้นไปได้เหนือกว่ากูเกิลด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำไม่ได้ ชะตาชีวิตของเฟซบุ๊กอาจเดินไปในเส้นทางเดียวกับยาฮู อดีตดาวรุ่งของโลกไอทีที่ปัจจุบันนี้แทบไม่มีใครสนใจอีกแล้ว.

...