โลกไอทีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า “โลกหมุนรอบอินสตาแกรม” อย่างแท้จริงครับ...
ปูพื้นก่อนนิดนึงกันงงว่า “อินสตาแกรม” หรือ Instagram เป็นแอพสำหรับถ่ายภาพแล้วแชร์บน iPhone ที่ออกมานานเป็นปีแล้ว จุดเด่นของมันอยู่ที่การใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพ ซึ่งเป็นการตกแต่งภาพและใส่เอฟเฟคต์แบบมีสไตล์สวยงามให้อัตโนมัติ (ผู้ใช้ไม่ต้องเป็นโปรด้านการแต่งภาพ คือกดปุ่มเดียวได้ภาพสวยๆ เลย) ส่วนการแชร์ก็ทำได้หลากหลาย ทั้งแชร์กันภายในแอพ Instagram กันเอง หรือจะแชร์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ อย่างเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ก็ได้
Instagram ได้รับความนิยมสูงมาก และกลายเป็นแอพสำคัญที่เป็นจุดขายของ iPhone ซึ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ (โดยเฉพาะ Android) ต่างก็เรียกร้องให้ Instagram ไปลงมือถือของตัวเองกันอย่างล้นหลาม
เมื่อสัปดาห์ก่อน การรอคอยก็สิ้นสุดลง เมื่อ Instagram ออกแอพเวอร์ชั่น Android ให้ดาวน์โหลดกันเสียที (ส่วนค่ายอื่นๆ ยังต้องรอต่อไปอย่างไร้ความหวัง) ตัวแอพเวอร์ชั่นนี้ฮิตถล่มทลาย มีคนดาวน์โหลดถึง 5 ล้านครั้ง ในรอบ 6 วันเท่านั้น แต่แอพยิ่งดังเท่าไร ความขัดแย้งก็ยิ่งรุนแรง เพราะมีผู้ใช้ iPhone บางส่วนโวยวายว่าการที่ Instagram ย้ายไปลง Android ด้วย ทำให้ความเท่ หรือมีระดับที่มันถูกจำกัดวงไว้ เฉพาะบน iPhone เสียไป บางคนถึงกับประกาศเลิกเล่น Instagram เพราะไม่อยากอยู่ร่วมเครือข่ายกับ “คนจน” ที่ใช้ Android (ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วมี Android บางรุ่นที่ขายแพงกว่า iPhone นะครับ) กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่พักใหญ่
ผู้สร้าง Instagram ไม่สนใจเรื่องจิ๊บจ๊อยพวกนี้หรอกครับ เพราะมีเรื่องใหญ่กว่านั้นรอพวกเขาอยู่ แค่อีกไม่กี่วันถัดมา เฟซบุ๊กก็ประกาศซื้อกิจการ Instagram เรียบร้อยโรงเรียนมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ด้วยมูลค่ารวม 1 พันล้านดอลลาร์ ย้ำว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยก็ 3 หมื่นล้านบาท
Instagram เปิดมาเพียงสองปี มีพนักงานเพียงแค่สิบกว่าคน ลองเอาจำนวนหัวหารเฉลี่ยก็ได้ครับ ว่ารายได้ต่อหัวจากการขายกิจการอยู่ที่เท่าไร
เรื่องราวของ Instagram ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ขอเพียงแค่ไอเดียคุณเจ๋งจริง และสามารถแปลงไอเดียมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้ คุณก็จะสามารถเปลี่ยนโลกได้ และความร่ำรวยก็จะไหลมาเทมา ควรเป็นแรงบันดาลใจให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยได้ฮึดสร้างแอพคุณภาพกันแบบนี้บ้าง (แต่แอพก็ต้องมีคุณภาพจริงๆ ด้วยนะครับ)
Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram เองก็มีเบื้องหลังที่น่าสนใจ เขาเคยเรียนเขียนโปรแกรมอยู่บ้างสมัยเป็นนักศึกษา แต่ก็ไม่ได้ทำอาชีพเขียนโปรแกรมเลยหลังเรียนจบ (เคยทำงานด้านการตลาดให้กูเกิล) พอตัดสินใจเปิดบริษัทเอง เขาก็ค่อยๆ ฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองในยามว่าง จนสุดท้ายกลายเป็นซีอีโอของบริษัทหมื่นล้านอย่างที่เล่าไป
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมเฟซบุ๊กต้องซื้อ Instagram ถ้าให้ผมวิเคราะห์ก็ คือ เฟซบุ๊ก กำลัง “กลัว” การเติบโตของ Instagram ที่อาจมาเบียดบังรัศมีของตัวเองครับ
...
คุณผู้อ่านที่ใช้เฟซบุ๊กคงรู้ดีว่างานหลักๆ ที่เราทำบนเฟซบุ๊กก็คือ โพสต์สถานะ คอมเมนต์ และโพสต์รูป หรือแท็กรูป อย่างหลังนี่ละครับที่ Instagram เริ่มทำได้ดีกว่า เนื่องจากว่าเฟซบุ๊กเป็นบริษัทที่โตมาตั้งแต่สมัยคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปยังครองโลก ระบบการแท็กรูปของมันใช้งานดีมากถ้าเปิดด้วยคอมพิวเตอร์ แต่พอเป็นเฟซบุ๊กเวอร์ชั่นมือถือ ทุกคนคงมีความเห็นตรงกันว่าห่วยบรม เฟซบุ๊กเองก็รู้เรื่องนี้ดีแต่กำลังคนคงไม่พอ และวิธีคิดยังปรับตัวให้เข้ากับมือถือได้ไม่เยอะนัก
ในขณะที่ Instagram ออกแบบมาสำหรับมือถือเท่านั้น (ใช้บนคอมพิวเตอร์ไม่ได้เลยนะครับ ต้องบนมือถือเท่านั้นจริงๆ) มันเลยทำงานบนมือถือได้ดีมากๆ และเมื่อสมาร์ทโฟนบูมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหันไปถ่ายภาพและแชร์กันบน Instagram คอมเมนต์กันเอง ให้คะแนนกันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเฟซบุ๊ก จุดนี้ทำให้เฟซบุ๊กเริ่มกลัวว่า ถ้าปล่อยให้ช้าไป ราชาแห่งการแชร์รูปอาจกลายเป็น Instagram ไปแทนได้
เฟซบุ๊ก เลยตัดสินใจดับไฟตั้งแต่ต้นลม Instagram กำลังจะโตขึ้นมาเป็นคู่แข่งใช่ไหม ซื้อมันเสียเลย (ซัคเคอร์เบิร์กทำหน้าชั่วร้าย)
ผมคิดว่ากรณีนี้วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย เฟซบุ๊กมีเงินเยอะอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา แถมนำว่าที่คู่แข่งมาเสริมความเข้มแข็งให้อาณาจักรของตัวเองได้ ส่วนฝั่ง Instagram ก็รับทรัพย์จำนวนมหาศาลไป สบายไปทั้งชาติจากการทำงานหนักแค่สองปี
ในอนาคตอันใกล้นี้ เฟซบุ๊กสัญญาว่า Instagram จะเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ไปตัดอะไรออกไปจากเดิม แต่ความสามารถของทีมงาน Instagram ก็น่าจะถูกนำมาใช้กับแอพเฟซบุ๊กบนมือถือ ให้ทำงานหลายๆ อย่างได้ดีขึ้นอีกด้วย
สุดท้ายผมก็อยากฝากเรื่องของ Instagram ไว้เป็นกรณีศึกษา สำหรับนักศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย ที่อยากเดินตามรอยเดียวกันว่า โอกาสมีอยู่เสมอ ขึ้นกับไอเดียและฝีมือเท่านั้นเองครับ.
มาร์ค Blognone