จบกันไปแล้วกับประเด็นการจัดซื้อฮาร์ดแวร์แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วไทย หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ทำสัญญาสั่งซื้อกับบริษัทสโคปของประเทศจีน ในราคาเครื่องละประมาณ 2,400 บาท...
แต่นั่นเป็นเพียงก้าวแรกของโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา เพราะ “ฮาร์ดแวร์” ถือเป็นแค่จิ๊กซอว์ชิ้นแรก ซึ่งเรายังต้องใช้จิ๊กซอว์ชิ้นส่วนอื่นๆ อีกมาก
ในฝั่งเรื่องฮาร์ดแวร์ยังมีประเด็นเรื่องการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง กับการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังทุกโรงเรียนทั่วไป ซึ่งเท่าที่ผมติดตามจากข่าวกระทรวงไอซีที ก็มีแผนการในเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว
สิ่งที่ผมคิดว่าคนยังพูดถึงกันไม่เยอะนัก แต่เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ และจะขอเขียนถึงในวันนี้คือเรื่องของแอพพลิเคชั่น และคอนเทนต์ ซึ่งเป็น “หัวใจสำคัญ” มากกว่าเรื่องฮาร์ดแวร์ด้วยซ้ำ
ขอเท้าความก่อนนิดนึงว่า โดยส่วนตัวแล้วผมสนับสนุนโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษานะครับ มันจะเป็นแท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊กก็ได้ เพราะหัวใจสำคัญของมันไม่ต่างกัน
นโยบายคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษานั้น มีรากเหง้าที่ลึกซึ้งกว่าโครงการประชานิยมที่หวังผลทางการเมืองทั่วไป เพราะองค์กรที่คิดเรื่องนี้อย่างสถาบัน MIT ของสหรัฐฯ มีทฤษฎีการเรียนการสอนที่เรียกว่า Constructionism หรือการให้ผู้เรียนเป็นคนสร้างเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แวดวงการศึกษาไทยก็มีการพูดถึงระบบ “child-center” กันมานานแล้ว เพียงแต่ในทางปฏิบัติจริง ระบบการเรียนของเรายังไม่พร้อมมากนัก เพราะยังยึดติดกับการเรียนรู้ภายในห้องแบบเดิมๆ อยู่ รวมถึงขาดอุปกรณ์ที่ช่วยให้การเรียนรู้แบบใหม่นี้เกิดขึ้นได้ดังที่หวัง
ทฤษฎี Constructionism จะมองว่าการเรียนผ่านการบรรยายของครู (ที่เราเรียกกันติดปากว่า เลกเชอร์) นั้นมีข้อจำกัดมาก ทั้งในแง่กระบวนการการเรียน (เช่น ผู้เรียนไม่มีสมาธิ) และการดำเนินการจริง (เช่น ครูไม่พอ เงินเดือนครูน้อย) ดังนั้น ทฤษฎีนี้จะกลับวิธีคิดของการเรียนในห้องเสียใหม่ เปลี่ยนมาสร้าง “อุปกรณ์การเรียนรู้” (ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วจะเป็นอะไรก็ได้) แล้วมอบมันให้ผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้โลกด้วยตัวเอง โดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำระหว่างทางและคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น
ตามแนวคิดของ Constructionism ผู้เรียนจะเป็นคน “สร้างบทเรียน” ขึ้นมาด้วยซ้ำนะครับ (ลองคิดถึงตัวต่อเลโก้ ที่เด็กๆ ใช้สร้างปราสาท หรือยานพาหนะที่ใช้งานได้จริงๆ) บทเรียนพวกนี้อาจจะไม่ซับซ้อนมาก แต่จุดสำคัญอยู่ที่กระบวนการคิด ในการสร้างบทเรียนขึ้นมาต่างหาก ซึ่งมันต้องใช้ศาสตร์หลายส่วนมากกว่าการนั่งฟังบรรยายแล้วสอบเพียงอย่างเดียวมาก
นักการศึกษาคนสำคัญของทฤษฎี Constructionism ชื่อว่า Seymour Pappert เขาเป็นคนสร้างภาษาโปรแกรมสำหรับการเรียนรู้ของเด็กชื่อภาษา Logo และภายหลังเขาก็มีบทบาทสำคัญในโครงการ “แล็ปท็อปร้อยเหรียญ” (OLPC) ของสถาบัน MIT ที่อดีตนายกฯ ทักษิณ พยายามจะนำมาใช้ในเมืองไทยก่อนโดนรัฐประหาร และกำลังจะเป็นรูปเป็นร่างในยุคของแท็บเล็ตนี้เอง (จริงๆ แล้วโครงการ OLPC ที่แจกโน้ตบุ๊กค่อนข้างสำเร็จมากในอเมริกาใต้ มีโอกาสจะเขียนเล่าให้อ่านต่อไป)
ดังนั้น จะเห็นว่าตามทฤษฎีการเรียนรู้ต้นฉบับนั้น ตัวเครื่องมือ (ซึ่งในที่นี้คือแท็บเล็ต) เป็นแค่อุปกรณ์ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้สะดวกเท่านั้น แต่หัวใจของมันจริงๆ อยู่ที่ “บทเรียน” ที่ผู้เรียนจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง เทียบกันแล้วมันก็คือ “แอพ” และ “คอนเทนต์” ตามภาษาไอทีสมัยใหม่นั่นเอง
ความงดงามของทฤษฎีการเรียนรู้แบบนี้คือ “แอพ” มีได้ไม่จำกัด ยิ่งเยอะ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะผู้เรียนมีสิทธิเลือก ทดลอง ทดสอบ เล่นนู่นนี่กับ “แอพ” ชนิดต่างๆ ตามที่ตัวเองสนใจ (ทฤษฎีการเรียนเขาว่าไว้ว่า ถ้าสนใจเรื่องไหน ก็จะเรียนเรื่องนั้นได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น) ผมเชื่อว่าผู้อ่านที่ใช้สมาร์ทโฟนอยู่ในปัจจุบัน เคยลองโหลดแอพสารพัดชนิดมาใช้งาน คงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ดังนั้น โครงการแท็บเล็ตจะประสบความสำเร็จในฐานะ “โครงการเพื่อการศึกษา” (ไม่ใช่โครงการหาเสียง หรือโครงการไอที) อย่างจริงจัง รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเตรียม “แอพ” และ “คอนเทนต์” ไว้ให้พร้อมสรรพ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมให้เด็กเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ผ่านแท็บเล็ต แล้วเริ่มจับต้องมันด้วยตัวเอง
ผมทราบจากข่าวตามหน้าสื่อว่า กระทรวงศึกษาจะโหลด “หน่วยการเรียนรู้” และ “อีบุ๊ก” ที่แปลงจากตำราเรียนมาตรฐานมาให้ในแท็บเล็ตด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องดีครับ แต่ไม่พอหรอก เรายังต้องการแอพอีกมหาศาล ชนิดที่ว่าต้องใช้เวลาพัฒนากันอีก 5-10 ปีกว่าจะครอบคลุมความต้องการในทุกด้าน เนื้อหาบางอย่างเช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เราอาจใช้ของต่างประเทศมาดัดแปลงได้บ้าง แต่บางอย่างก็ต้องทำขึ้นเองทั้งหมด เช่น เรายังไม่มีแอพแผนที่ประเทศไทยที่มีข้อมูลของจังหวัดต่างๆ เอาไว้สอนวิชาภูมิศาสตร์ แสดงความสูงต่ำ ภูเขา แม่น้ำ ถนน เมือง ฯลฯ
เรายังไม่มีแอพที่จำลองโมเดลของวัด เจดีย์ ปราสาทหิน หรือแหล่งโบราณคดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเชียง หรือการขุดค้นกระดูกไดโนเสาร์ที่ภูเวียงให้ดูกันง่ายๆ
เรายังไม่มีอีบุ๊กวรรณกรรมคลาสสิกไทยที่ครบถ้วน สามารถค้นหาบางช่วงบางตอนของหนังสือได้สะดวก ผมคิดว่าพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ ฯลฯ หนังสือเหล่านี้ควรเปิดให้ใครๆ ก็โหลดได้ตามสบาย ง่ายกว่าการวิ่งไปหาที่ห้องสมุด และควรมีคำอธิบายกำกับเสริมความรู้ด้วยยิ่งดี
เรายังไม่มีคลังเพลง-ดนตรีที่เด็กไทยควรรู้จัก ตั้งแต่เพลงชาติทุกเวอร์ชั่น เสียงเครื่องดนตรีไทยแต่ละชนิด เพลงประจำท้องถิ่น รวมถึงเพลงพระราชนิพนธ์ที่เด็กไทยทุกคนควรจะเคยฟัง
เรามีคอนเทนต์ด้านประวัติศาสตร์อยู่จำนวนหนึ่ง ที่เห็นชัดๆ คือภาพยนตร์ ละคร เกม แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ทุกช่วงทุกสมัยของประเทศไทย ของพวกนี้ต้องใช้เวลาและงบประมาณพัฒนากันอีกมาก ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า ภาคเอกชน ผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ สามารถเข้ามาช่วยได้มากเช่นกัน เพียงแต่ภาครัฐไทยต้องประกาศแผนงานให้ชัดเจนว่าจะมีนโยบายต่อเรื่องแอพและคอนเทนต์บนแท็บเล็ตอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถประเมินโอกาสทางธุรกิจได้ถูก วางแผนการพัฒนาแอพกันได้ล่วงหน้านานๆ ตัวแอพก็จะมีคุณภาพดีตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น รัฐอาจประกาศว่าจะจัดงบประมาณซื้อแอพและแท็บเล็ตปีละ 1,000 ล้านบาท โดยมีกระบวนการคัดเลือกที่ชัดเจน กำหนดขอบเขตของเนื้อหาที่อยากได้ ผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์ก็จะประเมินได้ว่าโอกาสธุรกิจคือ การขายแอพแบบเหมาให้กระทรวงศึกษาธิการ ทิศทางของแอพก็จะอิงกับสเปกของกระทรวงมากหน่อย เพราะลูกค้ารายใหญ่คือกระทรวง หรืออีกทางเลือกหนึ่ง ถ้ารัฐบอกว่าจะมอบเครดิตให้เด็กๆ สามารถซื้อแอพได้คนละ 20 ตัว โดยซื้อจากร้าน Market ที่กระทรวงศึกษาธิการทำเอง (มีระบบตรวจสอบว่าเด็กคนไหนซื้อแอพตัวไหนบ้างแล้ว) ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ก็อาจจะสร้างแอพสนุกๆ ที่ดึงดูดเด็กมากหน่อยแทน แอพอาจจะมีสีสันมากขึ้น เน้นความสนุกและรื่นเริง
ที่ว่ามานี้เป็นแค่ตัวอย่างพอให้เห็นภาพนะครับ สุดท้ายแล้วรัฐจะเลือกทางไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องมาถกเถียงกันในเชิงวิชาการว่าแบบไหนดีไม่ดีอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่ผมต้องการจะสื่อคือ ไม่ว่าเลือกแบบไหน รัฐต้องรีบประกาศทิศทางให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้คนทำซอฟต์แวร์เห็นภาพอนาคตร่วมกันว่าโครงการแท็บเล็ตจะเดินไปในทิศทางไหน
ถ้านักพัฒนาแอพชุดแรกสามารถทำเงินจากการขายแอพได้ ตลาดนี้จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้แอพมีจำนวนเยอะขึ้น มีการแข่งขันกันภายในประเทศ คุณภาพโดยรวมดีขึ้น (เพราะแอพห่วยๆ เด็กจะบอกต่อกันว่าอย่าใช้) ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย ไม่ต่างอะไรจากคุณภาพ-ความหลากหลายของตำราเรียนของระบบการเรียนในปัจจุบัน
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของระบบการศึกษา ที่เริ่มหันมาใช้สื่อดิจิทัลช่วยในการเรียนการสอนมากขึ้น ซึ่งผมก็หวังว่าทางกระทรวงศึกษาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะวางรากฐานในเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ระบบใหม่กำลังตั้งไข่ครับ.
...
มาร์ค Blognone