“สามก๊กไอที” กลับมารับใช้ท่านผู้อ่านกันต่อนะครับ หลังจากที่โดนข่าวเด่นประเด็นร้อนคั่นรายการมาหลายสัปดาห์ติดกัน...

ในตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงสภาวะ “ขาลง” ของไมโครซอฟท์ไปแล้ว คราวนี้จะขอพูดถึงผู้นำก๊กคนใหม่อย่างสตีฟ บัลเมอร์ (Steve Ballmer) กันบ้าง

เมื่อพูดถึงไมโครซอฟท์ คนส่วนใหญ่มักรู้จักบิล เกตส์ ในฐานะผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ และมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันหลายสมัย แต่พอพูดถึงสตีฟ บัลเมอร์ จำนวนคนที่รู้จักเขาคงน้อยลงไปมาก ทั้งที่ตัวบัลเมอร์เองเป็นแกนหลักของไมโครซอฟท์มาตั้งแต่ยุคแรกๆ

สตีฟ บัลเมอร์ ไม่ได้เป็นคนร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ เขาเข้าทำงานกับไมโครซอฟท์หลังจากบริษัทเริ่มเดินหน้าไปได้สักพักหนึ่ง (เป็นพนักงานคนที่ 30) แต่มีความสำคัญคือเป็นพนักงานสายธุรกิจอย่างจริงจังคนแรกของบริษัท

ต้องอธิบายนิดหนึ่งว่า บริษัทไอทีดังๆ ที่เรารู้จักกัน มักมีรากเหง้ามาจากวิศวกรหรือฝ่ายเทคนิค ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัท เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกได้ในภายหลัง แต่คนพวกนี้ก็มักขาดทักษะทางด้านบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดทำให้บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์เจ๋งๆ พังมานักต่อนักแล้ว

...

บัลเมอร์เป็นเพื่อนกับบิล เกตส์ ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (เกตส์ลาออกก่อนจะเรียนจบ ส่วนบัลเมอร์เรียนจนจบ) เขาเข้ามาช่วยดูแลสายงานด้านธุรกิจและการเงินให้ไมโครซอฟท์จนแข็งแกร่ง โดยไมโครซอฟท์ในยุครุ่งเรืองมีเกตส์เป็นคนออกหน้า ส่วนบัลเมอร์ก็ทำงานอยู่เงียบๆ ไม่หวือหวามากนัก

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบิล เกตส์ บริหารงานแต่เพียงลำพัง ไม่มีบัลเมอร์เป็นคู่คิดและผู้ช่วย ไมโครซอฟท์คงมาไม่ได้ไกลขนาดนี้

จากนั้นเวลาผ่านมาอีก 20 ปี ไมโครซอฟท์ชนะสงครามพีซีเบ็ดเสร็จในยุค 90 ปลายๆ พอมาถึงปี 2000 บิล เกตส์ ก็ลดบทบาททางการบริหารลง โอนตำแหน่งซีอีโอมาให้บัลเมอร์ (ซึ่งเป็นตัวเลือกเดียวที่ชัดเจนที่สุด) ส่วนเกตส์ย้ายไปคุมงานทางด้านเทคนิคที่เขาถนัดมากกว่าแทน และเกตส์ก็ค่อยๆ วางมือตามแผนงานที่เขาตั้งใจเอาไว้

ปี 2008 ไมโครซอฟท์ในยุคของบิล เกตส์ ก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ โดยเกตส์หยุดทำงานประจำที่ไมโครซอฟท์ทุกชนิด หันไปทำงานที่มูลนิธิส่วนตัวของเขาแทน เหลือเพียงบทบาทเป็นที่ปรึกษาในเรื่องสำคัญๆ ให้บริษัทเท่านั้น

ไมโครซอฟท์หลังปี 2008 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ จึงเป็น “ไมโครซอฟท์เวอร์ชัน 2.0” ภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่ (แต่หน้าเก่า) อย่างสตีฟ บัลเมอร์ อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ยุคปี 2000 กลางๆ ถึง 2000 ปลายๆ ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ซึ่งปัจจัยหลักเป็นเพราะโครงสร้างและวิธีคิดแบบเดิมที่เคยเวิร์กในยุค 90 เริ่มใช้ไม่ได้แล้ว โลกไอทีเริ่มเปลี่ยนจากยุคของพีซีที่ไมโครซอฟท์เป็นเทพเจ้า หันมาเน้นเว็บ อินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์พกพา ซึ่งไมโครซอฟท์ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในตลาดเหล่านี้

สิ่งที่บัลเมอร์พยายามทำก็คือ “ปฏิรูป” ไมโครซอฟท์เสียใหม่ ขจัดผู้บริหารหัวเก่าที่เติบโตมาในยุคของเกตส์ออกไป ยกเลิกโครงการสะเปะสะปะที่เกิดขึ้นจากไอเดียของผู้บริหารบางคน หรือการทดลองที่ล้มเหลว (ไมโครซอฟท์มีธรรมเนียมที่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ มักให้คนสองฝ่ายสร้างผลิตภัณฑ์แข่งกันเองเป็นการภายใน แล้วเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งดีในแง่การแข่งขัน แต่มีข้อเสียคือเปลืองทรัพยากร)

การเปลี่ยนผ่านไมโครซอฟท์ไปสู่ยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรและวิธีคิด ซึ่งบัลเมอร์ก็เคยออกมายอมรับว่า เขาประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปหลายอย่าง (อ่านบทสัมภาษณ์เขาในนิตยสาร Businessweek ฉบับเดือนมกราคม 2012 – *ทำลิงก์* http://www.businessweek.com/magazine/steve-ballmer-reboots-01122012.html)

อย่างไรก็ตาม บัลเมอร์ใช้เวลาช่วง 3-4 ปี ในยุคที่เขาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เริ่มเปลี่ยนแปลงไมโครซอฟท์ได้สำเร็จในหลายระดับ ผลิตภัณฑ์หลายอย่างของไมโครซอฟท์ที่เคยตามหลังคู่แข่ง เริ่มกลับมาทัดเทียมกัน (ถึงแม้จะยังไม่แซง) และยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์หลายอย่างก็เริ่มเข้าที่ วางรากฐานอันเข้มแข็งให้ไมโครซอฟท์พร้อมสู้ศึกใหญ่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้อย่างจริงจังมากขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือสมาร์ทโฟน Windows Phone ที่เสียเวลา 1-2 ปี ไปทำมาใหม่หมดเพื่อต่อกรกับ iPhone/Android มีรากฐานของเทคโนโลยีค่อนข้างดี ถึงแม้กระแสจะยังไม่ดี แต่ไมโครซอฟท์รวยมากและสามารถเล่นเกมระยะยาว ปล่อยให้ขาดทุนนานๆ เพื่อพลิกตลาดกลับมาเป็นของตัวเองได้

เว็บค้นหา Bing ก็พัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับกูเกิลมากขึ้นมาก (แต่ภาษาไทยยังห่วยอยู่นะครับ ดีเฉพาะภาษาอังกฤษ) ถึงแม้จะยังชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาจากกูเกิลไม่ได้ก็ตามที แต่ยังเป็นรายเดียวที่ต่อกรกับกูเกิลได้พอสมควร

ระบบปฏิบัติการ Windows 7 และซอฟต์แวร์ตระกูล Microsoft Office ยังขายดีแบบเทกระจาด ไมโครซอฟท์ยังเตรียมไปทำ Office Web Apps และ Office 365 เวอร์ชันเว็บไว้รอสำหรับอนาคตแล้วด้วย

อันที่เด่นที่สุดคือเครื่องเล่นเกม Xbox 360 ยิ่งนานไปยิ่งขายดี ไมโครซอฟท์เปิดตัวมันในปี 2005 แต่ยอดขายกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้เครื่องจะเก่าขึ้นทุกปี แถมยังมีลูกเล่นเจ๋งๆ อย่างกล้อง Kinect ที่ให้เราสั่งงานด้วยท่าทางได้ ยอดขายรวมตอนนี้แซงหน้าคู่แข่งอย่างนินเทนโดและโซนี่ไปไกล

อันที่ไมโครซอฟท์ยังขาดอยู่ในช่วงนี้คือตลาดแท็บเล็ต ซึ่งไมโครซอฟท์หวังว่าจะเอา Windows 8 มาใช้อุดช่องว่างนี้ภายในปีนี้ (ผมลองใช้แล้วยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไร)

คาแรกเตอร์ของบัลเมอร์จะเป็นคนโผงผาง เข้าถึงง่าย ตลกและคึกคักอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต่างไปจากบิล เกตส์ ที่ดูนิ่งๆ เงียบๆ ตรงนี้หลายคนอาจมองว่าภาพลักษณ์ของบัลเมอร์เลยดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือและมีบารมีเท่าเกตส์ อันนี้แนะนำให้ดูคลิปวิดีโอในปี 2006 ที่เขาออกมาเต้นบนเวทีประกอบครับ สนุกๆ

คลิป

ถ้าให้เทียบกับ “สามก๊ก” ตามตำแหน่งแล้ว บัลเมอร์จะอยู่ในฐานะเดียวกับ “โจโฉ” คือเป็นผู้สืบทอดคนใหม่ของอาณาจักรเก่า เพียงแต่คาแรกเตอร์ของเขาอาจจะไม่ค่อยตรงกับโจโฉเท่าไรนัก

บัลเมอร์คงจะอยู่กับไมโครซอฟท์ต่อไปอีกหลายปี ถึงแม้จะมีเสียงวิจารณ์ให้เปลี่ยนตัวซีอีโออยู่เรื่อยๆ เนื่องจากราคาหุ้นไมโครซอฟท์ที่ตกต่ำ แต่ผมเชื่อว่าสายสัมพันธ์ของบัลเมอร์กับเกตส์ บารมีของเขาในบริษัท และการที่ไมโครซอฟท์ยังขาดดาวรุ่งที่จะขึ้นมาทำงานแทน ทำให้บัลเมอร์คงอยู่เป็นแกนหลักของไมโครซอฟท์ไปอีกอย่างต่ำๆ ก็ 5 ปีครับ

กล่าวโดยสรุปคือ อาณาจักรของไมโครซอฟท์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากของเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมากๆ ตอนนี้ต้องปรับตัวให้สู้ในแนวรบใหม่ๆ ได้สมน้ำสมเนื้อมากขึ้น ซึ่งก๊กไมโครซอฟท์ใต้การนำของบัลเมอร์ก็ดูจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่ในภาพรวมแล้ว สมรภูมิครั้งนี้เป็นเกมยาว ที่จะต้องจับตาดูกันต่อไปอีกหลายปีครับ

มาร์ค Blognone