ที่คาดกันว่าแอปเปิลจะออก “iPad 3” แต่สิ่งที่พลิกโผที่สุดกลับเรียกมันว่า “iPad” เฉยๆ ถ้าพิจารณายุทธศาสตร์แอปเปิลให้ลึกซึ้ง ก็เพื่อลดการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นลง เพราะ iPad 2 พัฒนามาไกลมากจนไม่เหลืออะไรให้ iPad รุ่นน้องได้ใส่เข้าไปอีก...

เรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ iPad ตัวใหม่ของแอปเปิล ที่เราๆ คาดหมายกันว่ามันควรจะเป็น “iPad 3” นั่นเอง

สิ่ง ที่พลิกโผที่สุดคงเป็น “ชื่อเรียก” ของอุปกรณ์ตัวนี้ ที่แอปเปิลเรียกมันว่า “iPad” เฉยๆ ไม่มีเลขรุ่นต่อท้ายเหมือน iPad 2 ซึ่งจุดนี้แสดงให้เห็นว่าแอปเปิลพยายามลดความสำคัญของ “รุ่น” ลงมาจากแต่ก่อน เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ iPad เพียงอย่างเดียวแทน (ในเบื้องต้น แอปเปิลเรียกมันว่า new iPad หรือ “iPad รุ่นใหม่” ไปพลางๆ ก่อน)

แน่นอนว่าผู้บริโภคย่อมสับสนครับ ดังนั้นผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเรียกมันว่า “iPad 3” อยู่ดีเพื่อไม่ให้สับสน (ฮา)
แต่ถ้าพิจารณายุทธศาสตร์ของแอปเปิลให้ลึกซึ้งกว่านั้นแล้ว จะเห็นนัยของการตั้งชื่อ iPad รุ่นใหม่ว่า iPad เฉยๆ อยู่ไม่น้อย

ที่ ผ่านมา iPad ขายได้เยอะมาก เยอะมหาศาล และด้วยยอดขายเยอะระดับนี้ทำให้มันเริ่มเปลี่ยนสถานะจาก “ของที่ถือแล้วเท่” โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย เหมือน iPad รุ่นแรก กลายมาเป็น “ของที่ใครก็ต้องมี” หาซื้อได้ทั่วไป ไม่ว่าจะตามสนามบิน หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และราคาจะกดให้ถูกลงมากว่านี้อีกมากในอนาคต

ปัจจุบัน iPad รุ่นใหม่ล่าสุด ในสเปกต่ำสุด (ความจุ 16GB เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi) ราคาอยู่ที่ 499 ดอลลาร์หรือประมาณ 15,000 บาทถ้าตีเป็นเงินไทยคร่าวๆ ซึ่งผมเชื่อว่าราคานี้จะลดลงเรื่อยๆ และมาอยู่ที่ประมาณ 299 ดอลลาร์หรือต่ำกว่า 10,000 บาทในอีกไม่ช้า

...

เมื่อ ราคาถูกลง และช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ตลาดของ iPad จะขยายออกไปอีกมากๆ และสิ่งที่น่าจะเห็นในเร็ววันนี้คือสถานศึกษาในสหรัฐจะเริ่ม “เหมาเข่ง” แจก iPad ให้นักเรียนเพื่อเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน เฉกเช่นเดียวกับโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาของไทยนั่นล่ะครับ

นั่นคือ ปัจจัยแรกที่ทำให้แอปเปิลตั้งชื่อมันว่า iPad เฉยๆ เพื่อลดความสับสนในรุ่นของสินค้า ต่อจากนี้ไปใครวิ่งไปซื้อ iPad ก็ไม่ต้องคำนึงถึงรุ่นของมัน เพราะจะได้รุ่นล่าสุดเสมอ

นอกจากนี้ยังมี ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคือ iPad รุ่นใหม่เองก็เริ่มมีความแตกต่างจาก iPad 2 ไม่มากแล้ว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนจาก iPad 1 เป็น iPad 2) ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามาได้แก่

หน่วยประมวลผลเร็วขึ้นกว่าเดิม

ปรับปรุงกล้องถ่ายภาพให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

ปรับความละเอียดของหน้าจอให้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

รองรับเครือข่าย 4G LTE (เฉพาะแค่รุ่นที่ขายในสหรัฐ)

จะ เห็นว่ารวมๆ แล้ว iPad รุ่นใหม่ “ทำงานได้เท่าเดิม” เพียงแต่ “ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น” ผมยังสามารถถ่ายภาพ เล่นเกม ต่อเน็ตนอกสถานที่ อ่านหนังสือ ท่องเว็บ ฯลฯ ได้บน iPad 2 เหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ว่าถ้าผมซื้อ iPad รุ่นใหม่ ก็จะได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น กล้องชัดขึ้น ต่อเน็ตได้เร็วขึ้น ในแง่ function หรือการทำงานจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน ซอฟต์แวร์ภายในใช้ตัวเดียวกันเป๊ะไม่มีแตกต่าง

เหตุผลที่ไม่มีอะไรต่างก็ เพราะ iPad 2 พัฒนามาไกลมากๆ แล้วนั่นเอง ไม่เหลือที่ให้ iPad รุ่นที่สามใส่อะไรแปลกใหม่เข้ามาได้มากนัก (ยัดเข้ามาได้ขนาดนี้ก็มหัศจรรย์แล้ว) และแน่นอนว่า iPad รุ่นที่สี่ก็คงจะไม่แตกต่างจาก iPad รุ่นที่สามชนิดพลิกแผ่นดินอีกเหมือนกัน แนวทางการพัฒนาคงจะปรับตรงนี้นิด ตรงนู้นหน่อย แต่แกนหลักโดยยังรวมคงเดิม

ดัง นั้น แอปเปิลจึงพยายามจะลดการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นลงด้วยการตั้งชื่อว่า iPad สั้นๆ ห้วนๆ ซื้อรุ่นไหนก็ใช้งานได้แบบเดียวกัน เพียงแต่จ่ายแพงกว่าซื้อรุ่นใหม่กว่าก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกประมาณหนึ่ง เท่านั้นเอง

จุดที่น่าจับตาใน iPad จะเริ่มย้ายจากคุณสมบัติทางฮาร์ดแวร์ ไปยังความสามารถของซอฟต์แวร์ (ที่ iPad ทุกรุ่นใช้ตัวเดียวกัน) และคุณภาพ-จำนวนของแอพ (ที่ iPad ทุกรุ่นใช้ได้เหมือนกัน) แทน ซึ่งทิศทางนี้แอปเปิลผลักดันมานานแล้ว

ทีนี้กลับมาที่คำถามยอดฮิตว่า ควรซื้อ iPad รุ่นใหม่หรือเปล่า คำแนะนำที่ผมให้ได้ก็แยกตามกรณีดังนี้
ถ้า มี iPad 2 อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เปลืองเงิน ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปแล้วข้างต้น (ยกเว้นคุณเป็นสาวกแอปเปิลตัวจริงที่ซื้อทุกรุ่นทุกอย่างก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ถ้า ยังไม่เคยมี iPad มาก่อนเลย และอยากซื้อ iPad เป็นครั้งแรก ก็ควรรอซื้อ iPad รุ่นที่สาม ที่น่าจะเริ่มวางขายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้านี้ ราคาน่าจะเท่ากันกับ iPad 2 ตอนเปิดตัวในไทย

หรือถ้าอยากประหยัดเงิน หน่อย และไม่ซีเรียสอะไรมากกับของใหม่ของเก่า ก็มีอีกทางเลือกคือซื้อ iPad 2 ที่ตกรุ่นและลดราคาลงมาแล้ว โดยรุ่นต่ำสุดลงมาอยู่ที่ 13,500 บาท ช่วยประหยัดเงินได้อีกหลายพันบาท

...


มาร์ค Blognone