ภาพของชายสวมเสื้อคอเต่าสีดำ กางเกงยีนส์ และสนีกเกอร์นิวบาลานซ์ 991 ที่งานแมคเวิลด์ (Macworld) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2007

ในวันนั้น สตีฟ จ็อบส์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ตัวเขาเฝ้ารอคอยมานานถึง 2 ปีครึ่ง และวันนี้แอปเปิลได้สร้างสิ่งใหม่ที่เป็นการหลอมรวมเอา iPod ที่มีจอขนาดกว้าง พร้อมระบบควบคุมแบบสัมผัส, การปฏิวัติวงการโทรศัพท์ และการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ก้าวล้ำนำใคร ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า “iPhone”

การพัฒนา iPhone ถือเป็นโครงการลับสุดยอด ซึ่งพัฒนาโดยทีมที่มีชื่อว่า Advanced Products Group เป้าหมายหลักของทีมนี้ คือการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต ทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

อย่างไรก็ดี ทีม Advanced Products Group ในช่วงก่อนหน้าที่สตีฟ จ็อบส์ จะกลับเข้าสู่บริษัทแอปเปิลอีกครั้งหนึ่ง แนวทางการพัฒนานวัตกรรมของทีมยังไม่ชัดเจนและไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย

หลังจากนั้น ในปี 1997 สตีฟ จ็อบส์ ได้ผ่าตัดทีมใหม่ เริ่มจากการกระจายนักวิศวกรไปยังทีมต่างๆ ภายในบริษัท โดยมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูแอปเปิลให้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง ในเวลาไม่นาน แอปเปิลก็ค่อยๆ มีนวัตกรรมใหม่ สิทธิบัตรที่น่าสนใจ จนบังเกิดเป็นผลิตภัณฑ์พลิกโฉมโลกทีละชิ้น ไล่ตั้งแต่ iPod จนมาถึง iPhone

iPod หนึ่งในอุปกรณ์ไฮเทคที่ทำให้แอปเปิลยิ่งใหญ่
iPod หนึ่งในอุปกรณ์ไฮเทคที่ทำให้แอปเปิลยิ่งใหญ่



โดยเฉพาะการมาของ iPhone ที่สามารถกล่าวได้ว่า เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความยุ่งยากของผู้คนในการพกพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงไปได้อย่างสิ้นเชิง เพราะภายใน iPhone เพียงเครื่องเดียว คุณสามารถฟังเพลง (และซื้อเพลงบน iTunes) ทดแทนการพกพาเครื่องเล่น MP3, คุณสามารถใช้งานแผนที่โดยไม่ต้องซื้อเครื่อง GPS ไว้นำทาง จนในบางช่วงบางตอนของอุตสาหกรรมเกมคอนโซลก็เคยกังวลกับการมาของเกมมือถืออย่างหนักเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเซกเมนต์ที่แยกออกจากกันในที่สุด

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ iPhone รุ่นแรกที่สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้แนะนำให้ทั่วโลกได้รู้จัก ได้กลายเป็นสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับแอปเปิลเป็นกอบเป็นกำ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้แอปเปิลกลายเป็นบริษัทแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าแตะหลัก 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นบริษัทแรก

iPhone นับจากรุ่นแรกจนถึง iPhone 13 ถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะสิ่งที่ถูกเรียกว่า iPhone ได้กลายเป็นจุดตั้งต้นในการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาแอปพลิเคชัน (โดยที่แอปเปิลได้ค่าต๋ง 30 เปอร์เซ็นต์) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบังเกิดให้โลกโซเชียลมีเดีย กลายเป็นโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จากเฟซบุ๊ก ส่งต่อมายังทวิตเตอร์ และในปัจจุบัน TikTok

ทิม คุก ขณะเปิดตัว iPhone 13
ทิม คุก ขณะเปิดตัว iPhone 13



การมาของ iPhone ยังทำให้เกิดการแข่งขันใหม่ๆ บนธุรกิจสมาร์ทโฟน เริ่มจากระบบปฏิบัติการ Android เกิดบริษัทชั้นนำหน้าใหม่อย่างซัมซุง ได้เห็นความล้มเหลวด้านการแข่งขันสมาร์ทโฟนของไมโครซอฟท์ การค่อยๆ หายไปจากตลาดของแบล็กเบอร์รี และตัวละครยักษ์ใหญ่เจ้าเก่าในโลกฟีเจอร์โฟน เช่น โนเกีย และโมโตโรลา ต้องค่อยๆ หลบฉากออกไป

ในกรณีของแบล็กเบอร์รี ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่มีต่อแอปเปิลครั้งสำคัญ เพราะนั่นคือการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของโลกที่ให้มันใช้คีย์บอร์ดเสมือน แทนที่จะเป็นฮาร์ดคีย์บอร์ด อันเป็นจุดขายเดิมของแบล็กเบอร์รี ถึงแม้ว่า ในท้ายที่สุดแบล็กเบอร์รี พยายามที่จะปรับเข้ากับกระแสสมาร์ทโฟนแบบทัชสกรีน แต่ก็ไม่ทันกาล สุดท้ายเป็นแบล็กเบอร์รี ที่หายไปจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป ก่อนจะทำธุรกิจเฉพาะตลาดลูกค้าองค์กรและหน่วยงานรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

นั่นเป็นเพราะการพัฒนาระบบทัชสกรีนของแอปเปิลทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีการลองผิดลองถูกอยู่นานมาก ทั้งการคำนวณด้านวัตถุ, ระบบสัมผัสที่แม่นยำ เพราะมันเป็นการจิ้มด้วยนิ้ว ไม่ใช่สไตลัส และท่าทางของนิ้ว โดยเฉพาะการซูมเข้าซูมออกบนหน้าจอ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามท่วงท่าอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ใช่เฉพาะแค่ในด้านของบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่ในส่วนปุถุชนคนทั่วไปอย่างเราๆ สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารพูดคุย, เช็กอิน, อ่านข่าว, ฟังเพลง, ดูภาพยนตร์ และการถ่ายภาพ

แน่นอนว่า กระแสการมาของสมาร์ทโฟนก็ตามมาด้วยปัญหาอีกไม่น้อยเช่นกัน นั่นคือการทำให้ผู้คนเริ่มหมกมุ่นกับสมาร์ทโฟน สังเกตเห็นได้ชัดจากบนท้องถนน คนขับที่นั่งอยู่ด้านหลังของพวงมาลัยก้มลงไปมองสมาร์ทโฟนที่อยู่บนมือมากกว่ารถอยู่บนท้องถนนที่อยู่เบื้องหน้า

เช่นเดียวกัน ผู้คนที่เดินอยู่บนทางเท้าก็เลือกที่จะก้มหน้าเพื่อดูความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ แทนที่จะมุ่งมั่นไปก้าวเดินสองเท้าอย่างมั่นคง อีกทั้งการเสพติดสมาร์ทโฟน ก็ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกันเป็นอันต้องขาดหายไป

ไม่นับถึงปัญหาที่นักวิจัยที่ทำงานวิจัยด้านการใช้งานสมาร์ทโฟน ประเมินว่า การเสพติดสมาร์ทโฟนมากเกินไป จะส่งผลต่ออาการย้ำคิดย้ำทำ, สมาธิสั้น ไปจนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและว้าวุ่นใจ เวลาที่สมาร์ทโฟนอยู่ห่างมือ

สตีฟ จ็อบส์ บุคคลสำคัญของแอปเปิล
สตีฟ จ็อบส์ บุคคลสำคัญของแอปเปิล



ขณะที่ ก้าวต่อไปในอนาคตของ iPhone จนถึงตอนนี้ ยอมรับว่า ยังคิดไม่ออกว่า มันจะพัฒนาไปอีกขั้นได้อย่างไร เพราะเมื่อดูจากภาพรวมของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนในเวลา ชวนให้คิดเหลือเกินว่า มันไม่น่าจะมีอะไรให้ชวนร้องว้าวอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่สมาร์ทโฟนจะยังคงเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการดำรงชีพชนิดที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง โดยที่มันอาจแปรสภาพไปเป็นรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย เรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด

ส่วนอนาคตของแอปเปิล เชื่อว่า พวกเขาก็น่าจะมองไปที่เปิดตลาดใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นอย่างเช่นการพัฒนา Apple Car อันเป็นธุรกิจใหม่ที่สุดแสนท้าทายที่สุดของแอปเปิลเลยทีเดียว

นอกเหนือจากนี้ เราก็มีโอกาสจะได้เห็นแอปเปิล เดินเท้าเข้าสู่โลกเมตาเวิร์ส (Metaverse) ได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากข่าวคราวที่หลุดออกมาตลอดปีที่แล้วว่า แอปเปิล มีกำหนดการเปิดตัวอุปกรณ์ Mixed Reality ในช่วงปลายปี 2022 เมื่อถึงเวลานั้นก็ต้องมาดูว่า แนวทางการพัฒนา virtual reality และ augmented reality ของแอปเปิลมีหน้าตาอย่างไร

คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า iPhone เครื่องแรกที่สตีฟ จ็อบส์ นำเสนอเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เวลานี้ ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของโลกเทคโนโลยีและการใช้ชีวิตของคนทุกคนไปในที่สุด พร้อมกับทำให้สมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะที่ 33 ไปในที่สุด

อ้างอิง: Fast Company, Complex