Facebook เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Meta” เตรียมตัวสู่เมตาเวิร์ส หรือเทคนิคหลบเลี่ยงสารพัดปัญหา

ข่าว

    Facebook เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Meta” เตรียมตัวสู่เมตาเวิร์ส หรือเทคนิคหลบเลี่ยงสารพัดปัญหา

    ไทยรัฐออนไลน์
    5 พ.ย. 2564 11:39 น.
    SHARE

    Facebook เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Meta” เตรียมตัวสู่เมตาเวิร์ส หรือเทคนิคหลบเลี่ยงสารพัดปัญหา

    ไทยรัฐออนไลน์

    5 พ.ย. 2564 11:39 น.

    ข่าวการประกาศเปลี่ยนชื่อของเฟซบุ๊ก (Facebook) ไปเป็นเมตา (Meta) ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    แม้ในความเป็นจริง บริษัทชั้นนำจากซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) จะเคยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทให้เห็นอยู่เนืองๆ จากกรณีของกูเกิล (Google) ซึ่งสร้างโฮลดิงคอมปานีขึ้นมาครอบบริษัทที่มีรากฐานจากเสิร์ชเอนจินด้วยชื่ออัลฟาเบท (Alphabet)

    เฟซบุ๊ก ประกาศการเปลี่ยนชื่อใหม่ของบริษัทกลางงาน Facebook Connect พร้อมกับรีแบรนด์อุปกรณ์ VR อย่าง Oculus ไปใช้ชื่อที่มีความยึดโยงกับคำว่า Meta ทั้งหมด เพื่อเป็นการวางรากฐานไปสู่การเป็นบริษัทเมตาเวิร์ส (Metaverse) ซึ่งเป็นสิ่งที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กวาดฝันเอาไว้

    ที่น่าสนใจในการรีแบรนด์จากเฟซบุ๊กไปสู่เมตา ก็ดันเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาของเฟซบุ๊กซึ่งสั่งสมมาเป็นเวลานาน และก็ดันปะทุขึ้นมาจากการเปิดโปงโดยฟรานเซส เฮาเกน ซึ่งได้หอบเอกสารหลายพันฉบับไปให้กับสำนักข่าววอลล์ สตรีท เจอร์นัล ก่อนที่จะขึ้นให้การเพิ่มเติมกับสภาคองเกรส จนกลายเป็นประเด็นที่สื่อทั่วโลกเรียกขานเหตุการณ์นี้ Facebook Paper

    ฟรานเซส เฮาเกน ผู้เปิดโปงเฟซบุ๊ก
    ฟรานเซส เฮาเกน ผู้เปิดโปงเฟซบุ๊ก

    เนื้อหาในเอกสารที่เฮาเกนออกมาแฉก็มีด้วยกันหลายประเด็น ทั้งประเด็นการที่เฟซบุ๊กละเลยเรื่องความปลอดภัยในโลกออนไลน์ ไม่ได้สนใจที่จะจัดการข่าวปลอมอย่างจริงจัง

    ขณะที่วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ซึ่งเป็นแนวหน้าในการขย่มเฟซบุ๊กก็ได้บอกว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ของเฟซบุ๊ก มีความสามารถในการจัดการประทุษวาจา หรือเฮทสปีช (Hate speech) ได้เพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

    ประเด็นทั้งหมดที่ถูกยกขึ้นมานั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กก็ดี หรือโฆษกของเฟซบุ๊กก็ดี ล้วนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

    กระทั่งมีข่าวในช่วงก่อนหน้าการรีแบรนด์ว่า เฟซบุ๊กไม่สามารถจัดการปัญหาเอกสารขององค์กรรั่วไหลได้อีกแล้ว จนออกนโยบายให้พนักงานคุยงานในลักษณะที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น มีการจำกัดกลุ่มคนที่จะเข้าถึงหัวข้อการสนทนาในแต่ละประเด็น เพื่อลดโอกาสการทำให้เกิดเอกสารรั่วไหล

    นี่ยังไม่รวมถึงการเติบโตของเฟซบุ๊กนับตั้งแต่เข้ามามีบทบาทกับประชากรโลกอย่างมาก จึงทำให้สภาคองเกรสเลยมีแนวคิดที่จะควบคุมเฟซบุ๊กให้อยู่ในกรอบ หรือแม้แต่เคยมีข่าวด้วยซ้ำว่า สภาคองเกรสเคยคิดจะแยกบริษัทในเครือเฟซบุ๊กออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า ฉีกเฟซบุ๊กแยกขาดออกจากอินสตาแกรมและวอตส์แอป (WhatsApp) นั่นเอง

    สภาคองเกรส เคยมีความคิดฉีกบริการของเฟซบุ๊กออกเป็นส่วนๆ
    สภาคองเกรส เคยมีความคิดฉีกบริการของเฟซบุ๊กออกเป็นส่วนๆ

    ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงแล้วนี่เป็นแค่ปัญหาบางส่วนของเฟซบุ๊กจากในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเท่านั้น

    การประกาศรีแบรนด์ของเฟซบุ๊ก พลเมืองอินเทอร์เน็ตทั้งโลก ไม่ว่าจะอยู่บนทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือแพลตฟอร์มใดๆ ก็ตาม ต่างก็ตั้งประเด็นถึงการรีแบรนด์ครั้งนี้ออกไปในหลายเหตุผล

    อย่างไรก็ดี มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก อ่านเกมนี้ออก เพราะเขาก็บอกจากการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะ เวิร์จ เอาไว้ว่า ตัวเขาคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนชื่อบริษัทมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ซื้ออินสตาแกรมและวอตส์แอปมาไว้ในมือ ในช่วงปี 2012 และปี 2014 เพราะเฟซบุ๊กที่เขามองเห็นจากวิสัยทัศน์ มันมาไกลเกินกว่าที่จะใช้คำว่า เฟซบุ๊ก ซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทจะทำในอนาคตอีกแล้ว

    การเปลี่ยนชื่อจากเฟซบุ๊กไปเป็นเมตา คือการแสดงความทะเยอทะยานว่า บริษัทเฟซบุ๊กกำลังจะเป็นมากกว่าบริษัทโซเชียลมีเดีย ทำให้องค์กรมีความชัดเจนว่า พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าทะยานไปสู่การเป็นเมตาเวิร์ส การเลือกใช้คำว่า "เมตา" ให้กับบริษัท ซึ่งเป็นชื่อที่สื่อสารง่ายและชัดเจน

    ป้ายและโลโก้ใหม่ ซึ่งตั้งอยู่หน้าออฟฟิศ Meta
    ป้ายและโลโก้ใหม่ ซึ่งตั้งอยู่หน้าออฟฟิศ Meta

    ผมเชื่อว่า กรณีการรีแบรนด์ของเฟซบุ๊ก พวกเขาก็น่าจะผ่านการศึกษาจากการรีแบรนด์ก่อนหน้านี้ของกูเกิลมาบ้าง เพราะในช่วงปี 2015 กูเกิลไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่บริษัทเสิร์ชเอนจินอีกต่อไปแล้ว ในเวลานั้นกูเกิลทำหลายสิ่งหลายอย่างมากเหลือเกิน จนยากที่จะใช้นิ้วมือที่มีอยู่นับ ไม่ว่าจะเป็น DeepMind, Waymo, Google X, ระบบปฏิบัติการ Android, Pixel Phone, ยูทูบ (YouTube) และอื่นๆ อีกมากมาย

    อย่างไรก็ดี จากการที่เมตาหรือเฟซบุ๊ก มีความทะเยอทะยานจินตนาการไปถึงโลกเมตาเวิร์ส จึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากเริ่มกังวลว่า เมตา พยายามผูกขาดโลกเมตาเวิร์สหรือไม่

    เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เฟซบุ๊กกำลังมุ่งพัฒนาเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ สร้างประสบการณ์ในการเข้าถึงโลกเมตาเวิร์ส โดยทั้งหมดนี้ ควรใช้ร่วมกันได้บนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน และเฟซบุ๊กก็ไม่ได้มีความคิดที่จะค้ากำไรจากการขายอุปกรณ์โลกเมตาเวิร์ส

    มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก และอวตารของเขา
    มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก และอวตารของเขา

    ผมขอเดาว่า สิ่งที่เฟซบุ๊กต้องการก็คือข้อมูลของผู้ใช้งานในโลกเมตาเวิร์สของผู้ใช้งานแต่ละคน ก่อนที่จะแปรรูปให้ออกมาในรูปแบบของโฆษณา

    เมื่อพูดถึงข้อมูลผู้ใช้งาน ก็คงมีเครื่องหมายคำถามกับบริษัทอย่างเมตาว่า แล้วเราจะเชื่อถือพวกเขาได้แค่ไหน

    นอกจากนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ยืนยันด้วยว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการกระทำเพื่อหลบเลี่ยงจากชื่อเสียงแย่ๆ ของเฟซบุ๊กที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ถึงที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้อ่านจะเชื่อน้ำคำของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กมากแค่ไหน.

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      special contentเฟซบุ๊กFacebookFacebook เปลี่ยนชื่อMetaเมตาMetaverseเมตาเวิร์สมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กฟรานเซส เฮาเกนFacebook PaperFacebook รีแบรนด์เฟซบุ๊กรีแบรนด์โซเชียลมีเดียSocial MediaAugmented RealityVirtual Reality

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2564 เวลา 15:21 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์