เจาะที่มา Metaverse 101 ทำไมยักษ์ใหญ่ไอที ถึงตื่นตัวจ้าละหวั่น

ข่าว

    เจาะที่มา Metaverse 101 ทำไมยักษ์ใหญ่ไอที ถึงตื่นตัวจ้าละหวั่น

    ไทยรัฐออนไลน์
    1 ต.ค. 2564 16:25 น.
    SHARE

    เจาะที่มา Metaverse 101 ทำไมยักษ์ใหญ่ไอที ถึงตื่นตัวจ้าละหวั่น

    ไทยรัฐออนไลน์

    1 ต.ค. 2564 16:25 น.

    เมตาเวิร์ส (Metaverse) เป็นสิ่งที่ยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีกำลังให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์และปัจจุบันก้าวขึ้นมาจับตลาดฮาร์ดแวร์จริงจังอย่างไมโครซอฟท์ บริษัทโซเชียลมีเดียแบบเฟซบุ๊ก และน้องใหม่มาแรงอย่าง TikTok

    แนวคิดภายใต้สิ่งที่เรียกว่า เมตาเวิร์ส ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งถูกพูดถึงเมื่อไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ แต่เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในนิยายวิทยาศาสตร์ของนีล สตีเฟนสัน (Neal Stephenson) ในหนังสือที่มีชื่อว่า Snow Crash ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1992

    ตามด้วยอีกหนึ่งนิยายวิทยาศาสตร์อย่าง Ready Player One ในปี 2011 ก่อนที่จะถูกพัฒนามาเป็นภาพยนตร์ในอีก 7 ปีต่อมา ภายใต้การกำกับของพ่อมดแห่งโลกภาพยนตร์สตีเวน สปีลเบิร์ก

    หรือแม้แต่ในหนังสือการ์ตูนชื่อดังจากค่าย DC Comics ก็เคยพูดถึงเมตาเวิร์ส ในเหตุการณ์ Doomsday Clock ซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างจักรวาลจากโลกของ DC และโลกของ Watchmen

    ว่ากันว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของคำว่า เมตาเวิร์ส ก่อนที่แนวคิดของเมตาเวิร์สจะแพร่หลายในหมู่ของบริษัทในซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley)

    เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องล็อกดาวน์ ลั่นดาลประตูอยู่แต่ในบ้าน ทำให้ไม่มีโอกาสได้ออกไปผจญภัย เดินทาง หรือใช้ชีวิต แนวคิดของเมตาเวิร์ส จึงเข้ามาสวมทับพอดี

    เพราะเมตาเวิร์ส คือแนวคิดที่หลอมรวมเอาพื้นที่ในโลกออนไลน์และออฟไลน์ รวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ผู้คนสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ เกิดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก การสร้างกิจกรรมร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย การรับชมคอนเสิร์ต ประชุมทางไกล โดยที่บรรยากาศรายล้อมเสมือนว่า เรากำลังอยู่ในสถานที่นั้นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังทำกิจกรรมทั้งหมดอยู่ภายในบ้านของตัวเอง

    เทคโนโลยี VR
    เทคโนโลยี VR

    แนวคิดการพัฒนาของเมตาเวิร์ส ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสามอย่าง ได้แก่ Virtual reality (ความจริงเสมือน), Augmented reality (ความจริงเสริม) และอินเทอร์เน็ต

    ปัจจุบัน เทคโนโลยีทั้งสามอย่างเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง Virtual reality ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นได้จากอุปกรณ์เสริมสำหรับเครื่องเล่นเกม PlayStation ทำให้ผู้สวมใส่แว่น VR จะได้เห็นคอนเทนต์รอบทิศทาง 360 องศา

    ขณะที่ Augmented reality เป็นเทคโนโลยีที่ Niantic Labs หยิบมาพัฒนาเกม Pokemon Go ซึ่งผสมผสานความเป็นจริงและโลกเสมือนรวมเข้าด้วยกันผ่านแอปพลิเคชันและสมาร์ทโฟน ส่วนอินเทอร์เน็ต ก็คงไม่ต้องพูดอะไรให้ยืดยาว เพราะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันดีแล้ว

    Facebook คิกออฟจักรวาล Metaverse

    ตามที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า เมตาเวิร์ส ไม่ได้เป็นของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในรูปแบบของวรรณกรรม และวัฒนธรรมป๊อป (Pop culture) แต่ถ้าในโลกของความเป็นจริง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่ทำให้เมตาเวิร์ส กลายเป็นคำที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นชายที่มีชื่อว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก

    มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์กับเดอะ เวิร์จ ถึงแนวทางในอนาคตของบริษัท ซึ่งถ้าพูดให้ชัดๆ คือ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เฟซบุ๊กจะไม่ได้เป็นแค่บริษัทโซเชียลมีเดีย หากแต่เป็นบริษัทเมตาเวิร์ส

    มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เอาจริงเอาจังในการปั้น Metaverse
    มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เอาจริงเอาจังในการปั้น Metaverse

    ทุกวันนี้ เฟซบุ๊ก มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่เมตาเวิร์สแบบเงียบๆ ก่อนที่จะประกาศว่า เฟซบุ๊กจะเป็นบริษัทเมตาเวิร์สด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากการเข้าซื้อกิจการบริษัท Oculus VR ในปี 2014

    ตามด้วยการประกาศว่าจะทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AR และก่อตั้ง Facebook Reality Labs เพื่อรวบรวมนักวิจัย นักพัฒนา นักวิศวกรจากทั่วโลก ผสมผสานความเป็น AR และ VR เข้าด้วยกัน ให้ปลายทางพุ่งไปสู่สิ่งที่เรียกว่า เมตาเวิร์ส ในท้ายที่สุด

    ในช่วงก่อนการเปิดตัว Ray-Ban Stories แว่นตาอัจฉริยะ ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ชิ้นล่าสุดที่เฟซบุ๊กเพิ่งเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกันยายน เฟซบุ๊ก ได้มีการพูดถึงแนวทางเกี่ยวกับอุปกรณ์ AR และ VR ของตัวเองเอาไว้อย่างชัดเจน

    เฟซบุ๊ก เน้นย้ำว่า กลยุทธ์ของพวกเขาคือการสร้างโอกาสให้มนุษย์ทุกคนเข้ามาใช้ชีวิตในเมตาเวิร์ส ดังนั้นแล้ว ความพยายามในการสร้างเมตาเวิร์สของเฟซบุ๊ก ไม่ได้อยู่ที่การค้ากำไรจากการขายฮาร์ดแวร์สำหรับเข้าสู่เมตาเวิร์ส เพราะสิ่งที่เฟซบุ๊กต้องการ คือทำให้ฮาร์ดแวร์มีราคาถูก เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้

    ปัจจุบัน นอกเหนือจากแว่น VR อย่าง Oculus, แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Stories สิ่งที่เฟซบุ๊ก กำลังซุ่มพัฒนาก็คือสมาร์ทวอตช์ เพียงแต่ว่า จนถึงเวลานี้ ข้อมูลนาฬิกาอัจฉริยะของเฟซบุ๊ก ยังไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดสักเท่าไร แต่เชื่อว่าน่าจะต้องเชื่อมโยงไปยังจักรวาลเมตาเวิร์ส ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟซบุ๊กหมายมั่นปั้นมือ

    Fortnite ผู้สร้าง Metaverse ขนาดย่อม

    แม้ในความเป็นจริงภาพของเมตาเวิร์ส จะยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดมากนัก แต่ใช่ว่ามันจะยังไม่เคยเกิดขึ้นให้เห็นเสียทีเดียว ตรงกันข้ามในเวลานี้ เราได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “มินิเมตาเวิร์ส” แล้วด้วยซ้ำ นั่นคือ การกำเนิดของเกม Fortnite

    Fortnite เป็นเกมที่พัฒนาโดยเอพิค เกม (Epic Games)โดยตัวเกมถูกพัฒนาในรูปแบบของ Battle royale game กล่าวคือ เป็นเกมที่ผสมผสานศาสตร์ของเกมเอาชีวิตรอด มีการสำรวจ ค้นหาไอเทม และฟาดฟันกับศัตรู เพื่อที่จะได้เป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

    ทราวิส สก็อตต์ ผู้สร้างปรากฏการณ์ทั้งในโลกจริงและเมตาเวิร์ส
    ทราวิส สก็อตต์ ผู้สร้างปรากฏการณ์ทั้งในโลกจริงและเมตาเวิร์ส

    ปัจจุบัน Fortnite มีผู้เล่นต่อเดือนราว 350 ล้านคน ที่สำคัญ Fortnite ไม่ได้มีหน้าที่แค่การเป็นเกมสำหรับเล่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกม Fortnite ยังได้กลายเป็นแพลตฟอร์มจัดคอนเสิร์ต โดยมีศิลปินชื่อก้องโลกอย่างทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) ก็เคยมาจัดคอนเสิร์ตกลางเกม Fortnite มาแล้ว โดยมียอดผู้ชมพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)

    ในกรณีที่คล้ายกัน นั่นคือ การจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 25 ปีการถือกำเนิดของโปเกมอน (Pokemon) ซึ่งได้มีการจัดคอนเสิร์ตแบบเวอร์ชวลของโพสต์ มาโลน (Post Malone)

    ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ Fortnite ก็เพิ่งประกาศความร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์อย่างบาเลนเซียกา (Balenciaga) มาหมาดๆ ดังนั้นคงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอะไรมากนัก ถ้าหากในอนาคต เราจะได้เห็นรันเวย์เดินแบบเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ จากห้องเสื้อแบรนด์ดัง ในเกม Fortnite หรือถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น ก็ให้เป็นรันเวย์แสดงเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ สำหรับขายเฉพาะในเกม Fortnite ก็ดูน่าสนุกไม่น้อย

    ในอนาคต Metaverse ของ Fortnite จะเป็นรันเวย์แฟชั่นก็คงไม่แปลก
    ในอนาคต Metaverse ของ Fortnite จะเป็นรันเวย์แฟชั่นก็คงไม่แปลก

    Metaverse โอกาสดีของบริษัทเกิดใหม่

    ในเวลานี้ บริษัทเทคโนโลยีที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ ถ้าหากไปจับธุรกิจสมาร์ทโฟน ชั่วโมงยามนี้ก็คงไม่สามารถต่อกรใดๆ กับแอปเปิล, ซัมซุง หรือสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนได้อีกแล้ว

    ครั้นจะพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็ต้องมาพร้อมกับไอเดียที่ดีมากๆ แต่ว่าไอเดียที่ว่าดีนั้น มีความยากหรือความง่ายที่จะถูกลอกเลียนแบบหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ เห็นได้ชัดจากการถือกำเนิดของคลับเฮาส์ (Clubhouse) ที่ในท้ายที่สุด บริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่ ต่างก็มีฟีเจอร์ทำนองเดียวกับคลับเฮาส์หมดแล้ว

    Pokemon Go ผู้จุดประกายเทคโนโลยี AR
    Pokemon Go ผู้จุดประกายเทคโนโลยี AR

    แต่เมตาเวิร์สเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับบริบทข้างต้น เพราะเมตาเวิร์สยังเป็นของใหม่ ดังนั้น ตลาดของเมตาเวิร์ส จึงยังไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ ถือเป็นโอกาสอันดีของบริษัทเล็กๆ หรือบริษัทเกิดใหม่ ที่จะใช้โอกาสนี้ เข้ามาหาที่ทาง เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นผู้นำในธุรกิจใหม่ และมีลุ้นที่จะได้กลายเป็นคู่ต่อกรในอนาคตของบริษัทเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่มาก่อน ทั้งไมโครซอฟท์, แอปเปิล, กูเกิล, เฟซบุ๊ก และแอมะซอน

    อย่างไรก็ตาม ถ้าหากบอกว่า เมตาเวิร์ส เป็นโอกาสของบริษัทเกิดใหม่ ในมุมกลับนั่นหมายความว่า เมตาเวิร์ส ก็จะเป็นโอกาสของบริษัทใหญ่เช่นกัน เพราะบริษัทใหญ่เหล่านี้ จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง สร้างโอกาสในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้บริษัทของพวกเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ล้าหลังทางเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

    อ้างอิง: CNBC, The Verge

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      special contentเมตาเวิร์สMetaverseVirtual realityAugmented Realityเฟซบุ๊กFacebookมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กOculusRay-Ban StoriesFortnitePokemon Go

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 11:52 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์