ไลฟ์สไตล์
100 year

อะไรพูดได้และพูดไม่ได้: Oversight Board กับบทบาท ‘ศาลสูง’ แห่งเฟซบุ๊ก

ไทยรัฐออนไลน์
15 มิ.ย. 2564 15:54 น.
SHARE

อะไรพูดได้และพูดไม่ได้: Oversight Board กับบทบาท ‘ศาลสูง’ แห่งเฟซบุ๊ก

ไทยรัฐออนไลน์

15 มิ.ย. 2564 15:54 น.
  • เฟซบุ๊กเคยเป็นที่ก่อสงครามเฮทสปีชในเมียนมา ที่ข้อความส่งต่อความเกลียดชัง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง และกลายเป็นใบอนุญาตฆ่าชาวโรฮีนจา
  • แม้จะมี 'มาตรฐานชุมชน' หรือ Community Standards ที่เป็นข้อกำหนดการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนเฟซบุ๊ก ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรโพสต์ แต่สังคมก็ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับความสมเหตุสมผลของเฟซบุ๊ก ที่เลือกจะลบหรือไม่ลบอะไร
  • ปลายปี 2018 มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กจึงผุดไอเดียว่า เฟซบุ๊กจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระมากำกับดูแลการตัดสินใจของเฟซบุ๊ก เพื่อลดข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการลบข้อความต่างๆ
  • แทนที่ Oversight Board จะทำตัวเป็น 'ศาลสูงสุดของเฟซบุ๊ก' แต่คณะกรรมการฯ นี้เป็นแค่โรงละครของเฟซบุ๊กที่เอามาบังหน้าเพื่อเบี่ยงประเด็นความรับผิดชอบของตัวเอง แทนที่สังคมจะไปตั้งคำถามกับระบบเอไอของเฟซบุ๊กที่ถูกออกแบบมาให้มีแนวโน้มแพร่กระจายเฮทสปีชอยู่แล้ว แต่เฟซบุ๊กกลับมาทำเป็นแสดงความรับผิดชอบที่ปลายน้ำผ่านคณะกรรมการฯ

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากเฟซบุ๊กสั่งแบนบัญชีของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เฟซบุ๊กก็โดนคณะกรรมการกำกับดูแล หรือ Oversight Board วิพากษ์วิจารณ์ว่า มีบางส่วนไม่เหมาะสมและสั่งให้เฟซบุ๊กต้องทบทวนใหม่

จากข่าวนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า Oversight Board คืออะไร แล้วทำไมเฟซบุ๊กต้องฟังพวกเขาด้วย

ข่าวแนะนำ

เสรีภาพแห่งการพูด หรือเฮทสปีชลามทุ่ง

เมื่อมองภาพกว้าง เราจะเห็นว่าโซเชียลมีเดียเข้ามากำหนดทิศทางบทสนทนาสาธารณะ เป็นมากกว่าพื้นที่ส่วนตัวที่เอาไว้แชร์รูปและอัปเดตชีวิตกับครอบครัวและเพื่อนๆ โจทย์สำคัญของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก ไม่ใช่แค่ว่าจะสร้างรายได้จากคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นโดยมวลชนเหล่านี้อย่างไร แต่ยังรวมถึงการดูแลให้บทสนทนาไม่ให้ ‘เลยเถิด’ จนเป็นอันตรายต่อสังคม

แต่อะไรคือความเลยเถิด เรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แม้แต่ข่าวปลอมที่น่าจะฟันธงได้เลยว่าปลอม แต่ก็ยังมีหลากหลายความคิดเห็นว่า ขอบเขตของการปิดกั้นควรไปไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือการที่แพลตฟอร์มถูกใช้ไปกับการโหมสะพัดถ้อยคำแห่งความเกลียดชังหรือเฮทสปีช บ้างก็ปั้นขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีมูล จนนำไปสู่ความรังเกียจ ลดทอนความเป็นมนุษย์ และความรุนแรงนองเลือดในโลกแห่งความเป็นจริง

ในปี 2018 รายงานพิเศษเชิงลึกจากสำนักข่าว Reuters ระบุว่า เฟซบุ๊กพ่ายแพ้ให้กับสงครามเฮทสปีชในเมียนมา รอยเตอร์สตรวจพบตัวอย่างของโพสต์ คอมเมนต์ และภาพโป๊เปลือยที่มุ่งโจมตีชาวโรฮีนจาและกลุ่มมุสลิมอื่นๆ กว่า 1,000 ตัวอย่างบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง เฮทสปีชบนโลกออนไลน์กลายเป็นเหมือนใบอนุญาตฆ่าอันน่าสลดใจ

แม้ส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้นี้จะเกิดจากการไม่ลงทุนกับทรัพยากรบุคคลที่รู้ภาษาและเหตุการณ์ในท้องถิ่นมากพอ แต่ผลลัพธ์ก็เกิดเป็นคำถามว่า เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการพูดกับเฮทสปีชบนโลกออนไลน์นั้นอยู่ตรงไหน ในเมื่อปลายทางของโพสต์อาจกลายเป็นความตายของใครคนหนึ่งหรือหลายคน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง แล้วใครควรเป็นคนตัดสินว่าคอนเทนต์ใดควรได้อยู่ หรือคอนเทนต์ใดควรลบออกไปดีกว่า

ถึงแม้เฟซบุ๊กจะมี 'มาตรฐานชุมชน' หรือ Community Standards ที่เป็นเหมือนข้อกำหนดการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนว่า สิ่งใดควรหรือไม่ควรโพสต์ เป็นเหมือนกฎที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เราคงคุ้นเคยกันดีว่า หากใครฝ่าฝืนแล้วโดนลบ เฟซบุ๊กก็จะย้ำว่าให้กลับไปย้อนอ่านมาตรฐานชุมชนอีกครั้ง (แม้หลายๆ ครั้งจะยังงงว่าตัวเองไปละเมิดข้อไหนกันแน่ ทำไมไม่บอกมาตรงๆ)

ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็คิดว่าทำแค่นี้คงเพียงพอแล้ว แต่สังคมก็ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับความสมเหตุสมผลของเฟซบุ๊กที่เลือกจะลบหรือไม่ลบอะไร และเมื่อปี 2018 บริตแทน เฮลเลอร์ ผู้อำนวยการแห่ง Anti-Defamation League’s Center for Technology and Society ก็เขียนบทความลงใน Wired ว่า “ในฐานะที่เราอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เราไม่ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ มาตัดสินใจเอาเองอยู่ฝ่ายเดียวว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นเฮทสปีช”

การก่อตั้ง Oversight Board แยกอำนาจออกเป็นเอกเทศ กลับคำสั่งเฟซบุ๊กได้

ไม่นานต่อมา เมื่อปลายปี 2018 มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กก็เริ่มผุดไอเดียว่าเฟซบุ๊กดำริจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระมากำกับดูแลการตัดสินใจของเฟซบุ๊กอีกที เพื่อลดข้อครหาว่าถือสิทธิอะไรมาตัดสินว่าสิ่งใดเป็นเฮทสปีช ทั้งที่โลกเรามีเฉดของความหลากหลายที่จะตีความคำพูดหนึ่งๆ ไปตามบริบทของสังคมและเหตุการณ์

เขาระบุว่า “ไอเดียคือ ทำให้เกิดการแบ่งแยกการใช้อำนาจ ในขณะที่เฟซบุ๊กมีความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายของเราเอง แต่เราจะไม่ได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่จะกำหนดหรือตัดสินอะไรๆ เกี่ยวกับการพูดแสดงความคิดเห็นด้วยตัวเอง”

คณะกรรมการกำกับดูแลนี้เริ่มมีกระบวนการร่างกฎบัตรและเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะในปี 2019 และเริ่มปฏิบัติงานมาตั้งแต่ต้นปี 2020 ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของคณะกรรมการฯ ระบุว่า คณะกรรมการฯ นี้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเฟซบุ๊กตอบคำถามยากๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกบนโลกออนไลน์ คำตัดสินของพวกเขาสามารถทั้งยืนยันหรือเพิกถอนคำสั่งของเฟซบุ๊กที่มีมาก่อนหน้านี้ และเป็นคำตัดสินที่ผูกพัน หมายความว่า หากเฟซบุ๊กไม่ปฏิบัติตาม ก็อาจถือว่าผิดกฎหมายได้

เมื่อพูดถึง 'คำถามยากๆ' แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกโพสต์จากทั่วโลกจะต้องมาถึงมือคณะกรรมการฯ และการอุทธรณ์นี้ก็เป็นขั้นตอนที่อยู่นอกระบบของเฟซบุ๊ก จึงไม่ใช่แค่การกดปุ่มร้องเรียนคำสั่งภายในแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีการยื่นเรื่องจริงจังมาทางคณะกรรมการฯ โดยตรง โดยขั้นตอนคร่าวๆ ก็คือ ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมที่ยังใช้งานอยู่ เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ว่าทำไมคำสั่งของเฟซบุ๊กจึงไม่ถูกต้อง จากนั้นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการฯ จะประเมินก่อนส่งต่อให้กรรมการฯ ตรวจสอบอีกชั้นว่าเคสใดที่เข้าขั้นให้พิจารณาใหม่อย่างละเอียด โดยให้น้ำหนักแต่ละเคสตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกฎข้อบังคับและจรรยาบรรณ

แล้วเรื่องอะไรบ้างที่จะมาถึง ‘บัลลังก์’ ของคณะกรรมการฯ ได้ เกณฑ์ที่ครอบคลุมระบุไว้ว่า คณะกรรมการจะเลือกเคสที่มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเคารพหลักเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิมนุษยชนอื่นๆ และ/หรือประเด็นที่เกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรฐานและคุณค่าของชุมชนในเฟซบุ๊ก เคสเหล่านั้นจะต้องสำคัญยิ่งยวดต่อประเด็นข้อถกเถียงสาธารณะและส่งผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อคนจำนวนมาก โดยเคสเหล่านี้จะได้รับเลือกโดยรับประกันทั้งความหลากหลายของภูมิภาคและภาษาของประเด็นที่อุทธรณ์

หลังจากเลือกแล้ว คณะกรรมการฯ ย่อยที่เชี่ยวชาญกรณีนั้นๆ เป็นพิเศษจะพิจารณาประเด็นที่ร้องเรียนและร่างคำตัดสินขึ้นมา ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการฯ ทั้งหมด 40 คนตรวจสอบอีกที และประกาศคำตัดสินต่อสาธารณะ ซึ่งอาจรวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบายของเฟซบุ๊กด้วย เฟซบุ๊กจะปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยทันที

เฟซบุ๊กระบุว่า จะรวบรวมคณะกรรมการจากหลากหลายกลุ่มวัฒนธรรมและสายอาชีพ เพื่อให้สะท้อนมุมมองที่หลากหลายบนโลก โดยเปิดให้ใครๆ ก็สามารถเสนอชื่อบุคคลที่ควรได้รับเลือกเป็นกรรมการได้ผ่านทางระบบเสนอชื่อที่ดำเนินการโดยบริษัทเบเคอร์แมคเคนซี่ ซึ่งเมื่อดูรายชื่อคณะกรรมการฯ ปัจจุบันแล้วจะเห็นว่า หลายคนมีประวัติความเชี่ยวชาญมาทางด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน


เสียงวิจารณ์: Oversight Board ภาพฉาบฉวยของความรับผิดชอบ

กรณีทรัมป์โดนเฟซบุ๊กแบน ต้องเล่าย้อนไปว่า เขาโดนแบนหลังจากที่มีเหตุการณ์จลาจลบุกอาคารรัฐสภาหรือ U.S. Capitol โดยกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ในวันที่ 6 มกราคม 2564 เพราะพวกเขาเชื่อตามคำกล่าวอ้างของทรัมป์ว่า การเลือกตั้งล่าสุดที่ โจ ไบเดน ชนะ เป็นเพราะโกง มวลชนจึงพยายามเข้าไปขัดขวางการนับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งระหว่างการประชุมร่วมของรัฐสภา เหตุการณ์วุ่นวายนั้นทำให้เกิดความเสียหายและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เฟซบุ๊กเห็นว่า แม้ทรัมป์จะไม่ได้ยุยงให้เกิดความรุนแรงโดยตรง แต่ก็มีท่าทีสนับสนุน ทั้งโพสต์ข้อความให้กำลังใจ “คนรักชาติ” ผ่านแอคเคานต์ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กของเขา เฟซบุ๊กให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า “โพสต์ของทรัมป์จะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่อง มากกว่าจะช่วยยุติ”

ปัญหาก็คือ ตอนแรกเฟซบุ๊กบอกว่าจะระงับบัญชีชั่วคราว แต่ไปๆ มาๆ ก็ระงับยาวแบบไม่มีกำหนด

คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแลที่ออกมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 นั้น แม้จะยังสนับสนุนคำสั่งของเฟซบุ๊กที่ให้แบนทรัมป์ เพราะเห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าว พิจารณาจากเนื้อหาในโพสต์ของทรัมป์และเหตุการณ์แวดล้อม ทั้งการกระทำของผู้ที่เขาโพสต์สนับสนุนและจำนวนผู้ติดตามที่มีมากถึง 35 ล้านบัญชีบนเฟซบุ๊กและ 24 ล้านบัญชีบนอินสตาแกรม

แต่สิ่งที่คณะกรรมการฯ วิจารณ์ก็คือ การที่เฟซบุ๊กระงับบัญชีอย่างไม่มีกำหนดนั้น ถือเป็นคำสั่งที่ไม่เหมาะสม เฟซบุ๊กจะต้องทบทวนคำสั่งนี้ภายใน 6 เดือนและมีคำสั่งลงโทษใหม่ที่เหมาะสมกว่านี้

ดูไปดูมาก็เหมือนว่าคณะกรรมการฯ ได้แสดงให้เห็นความเป็นอิสระไม่โดนครอบงำของตัวเอง เมื่อกล้าที่จะวิจารณ์วิจารณญาณของเฟซบุ๊ก แต่หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว คำตัดสินนี้ไม่ได้เจาะจงว่าเฟซบุ๊กต้องทำหรือไม่ทำอะไร แต่แค่โยนกลับไปให้เฟซบุ๊กคิดเองใหม่อีกครั้ง

คำวิจารณ์อีกกระแสหนึ่งก็คือ จริงๆ แล้ว แทนที่จะทำตัวเป็น “ศาลสูงสุดของเฟซบุ๊ก” ตามที่สื่อเคยตั้งชื่อเล่นให้ แต่คณะกรรมการฯ นี้เป็นแค่โรงละครของเฟซบุ๊กที่เอามาบังหน้าเพื่อเบี่ยงประเด็นความรับผิดชอบของตัวเอง แทนที่สังคมจะไปตั้งคำถามกับระบบเอไอของเฟซบุ๊กที่ถูกออกแบบมาให้มีแนวโน้มแพร่กระจายเฮทสปีชอยู่แล้ว (ผู้ใช้ถูกกระตุ้นให้แชร์ข้อมูลและได้เห็นแต่สิ่งที่พวกเขาจะถูกกระตุ้นอารมณ์ได้ง่าย เพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์และการใช้งานแพลตฟอร์ม) แต่เฟซบุ๊กกลับมาทำเป็นแสดงความรับผิดชอบที่ปลายน้ำผ่านคณะกรรมการฯ ที่สุดท้ายแล้วก็เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในโลกความจริงไม่ค่อยได้

บางคนก็บอกว่า
ไม่ว่าเฟซบุ๊กจะลงมือทำอะไรกับบัญชีของทรัมป์ ทุกอย่างมันก็สายเกินแก้ไปนานแล้ว พวกเขามองว่าเฟซบุ๊กรอนานเกินไป มัวแต่พูดซ้ำๆ ว่าแพลตฟอร์มอนุญาตให้ผู้ใช้งานที่มีอิทธิพลอย่างนักการเมืองใช้งานแอคเคานต์ต่อไปแม้จะละเมิดนโยบาย เพราะคอนเทนต์ของพวกเขามีคุณค่าในเชิงข่าวสาร เฟซบุ๊กเพิ่งจะมาระงับบัญชีทรัมป์ก็ตอนที่พรรคเดโมแครตได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุดและได้เก้าอี้ประธานาธิบดีก็เท่านั้น

ด้วยความไม่ไว้ใจทั้งเฟซบุ๊กและคณะกรรมการอิสระ ก่อนหน้านี้ในปี 2020 จึงมีกลุ่มคนตั้งตนขึ้นมาเป็น ‘คณะกรรมการกำกับดูแลเฟซบุ๊กที่แท้จริง’ แต่พวกเขาไม่ได้มีอำนาจหรืออิทธิพลอะไร นอกจากเสียงสะท้อนความไม่เชื่อใจเฟซบุ๊ก และเรียกร้องให้บรรดาบุคคลที่อยู่ในคณะกรรมการฯ ของเฟซบุ๊กลาออกมาเพื่อ “รักษาเกียรติของตัวเองเอาไว้”

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเฟซบุ๊กจะจริงใจหรือแค่สร้างภาพจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้ คำถามที่เรายังต้องจับตามองกันต่อไปคือ ต่อให้ไม่ต้องไปถึงมือคณะกรรมการฯ แต่ระบบของเฟซบุ๊กพัฒนาไปแค่ไหนที่จะป้องกันการแพร่เฮทสปีชในอนาคต แทนที่จะมาลบคอนเทนต์เป็นกรณีๆ ไป เสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ และสุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่ควรเป็นผู้มากำกับดูแล และการกำกับดูแลนั้นควรยกเพดานขึ้นไปได้แค่ไหน

แล้วเฟซบุ๊กจะยังรักษาคำพูดตัวเองได้ไหม คำพูดที่บอกว่าเจตนาให้มีการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อสุดท้ายอำนาจที่แยกออกไปนั้นจะกลับมาควบคุมตัวเองอีกที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เฟซบุ๊กoversight boardเฮทสปีชโดนัลด์ ทรัมป์โรฮิงญาพม่าspecial contentpremium contentโรฮีนจา

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 5 สิงหาคม 2564 เวลา 17:56 น.