เชื่อไอทียังเติบโตในองค์กรแม้วิกฤตศก.มั่นใจกระทบน้อยเพราะองค์กรต้องการลดต้นทุนเพิ่มรายได้ แนะเกาะกระแสเทคโนโลยีควบคู่กับพัฒนา เห็นด้วยพ.ร.บ.คอมฯ 2550 ...
คงเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ สำหรับวงการเทคโนโลยี เพราะไม่ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะโถมเข้ามาระรอกใด ไอทีก็ยังมีความสำคัญกับองค์กรทั้งรายเล็ก รายใหญ่ อย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุด วิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้หลายบริษัทปิดตัวลง แต่สำหรับบริษัทไอทียังคงยืนต้านแรงมรสุมอยู่ได้
อาจเป็นเพราะไอทีเป็นปัจจัยความต้องการพื้นฐานที่สำคัญต่อการลงทุน โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ประกอบกับจุดเริ่มต้นนำเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามาจำหน่าย ทำให้วันนี้ บริษัท จักรวาลคอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม จำกัด หรือยูซีเอส พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาทำตลาด โดยอาศัยการพูดคุยแนะนำ เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการหลากหลาย แตกต่างกันตามธุรกิจ แต่ผลลัพธ์ของการนำทัพฝ่าช่วงวิกฤตจะเป็นเช่นไร และพัฒนาเพื่อนำข้อมูลมาจัดโซลูชั่นที่เหมาะสม เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจะเป็นอย่างไร ลองมาฟังคำตอบจาก นายสุพิชช์ อังศวานนท์ กรรมการผู้จัดการ ได้ ณ บัดนี้...
IT Digest : ที่มาของบริษัท จักรวาลคอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม จำกัดเป็นอย่างไร
สุพิชช์ : ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 ที่ผ่านมา โดยเป็นผู้บุกเบิกนำเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมใหม่ๆ มาสู่ผู้ใช้ในประเทศไทย อาทิ Telex Analog Modem Digital Modem Statistic Multiplexer Multi-services Router หรือแม้กระทั่งเครื่องแฟ็กที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน จึงเป็นที่รู้จักของบุคคลในวงการธุรกิจ และเป็นที่ยอมรับขององค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนถึงขณะนี้บริษัทฯ เติบโตขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
IT Digest : ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่มีอะไรบ้าง
สุพิชช์ : เป็นผู้ให้คำปรึกษา วิเคราะห์ ออกแบบ และวางระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลทุกประเภท และเป็นผู้ติดตั้งระบบ สำหรับงานบางประเภทโดยเฉพาะ และให้บริการแก้ไขปัญหาบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ระบบเครือข่ายที่บริษัทฯ ให้บริการ แบ่งเป็น 5 โซลูชั่น ดังนี้ 1.เน็ตเวิร์คอินฟราสตรัคเตอร์ (Network Infrastructure Solutions) 2.อินฟอร์เมชั่นซิเคียวริตี้(Information Security Solutions) 3. ซิสเต็มและสตอเรจ (Systems & Storages Solutions) 4.อินเทอร์เน็ต และดาต้าเซ็นเตอร์ (Internet & Data Center Solutions) และ5.คอนเวอร์เจ้นท์ คอมมูนิเคชั่น (Convergent Communications Solutions) โดยบริษัท ตระหนักในความสำคัญของการให้บริการทั้งก่อน และหลังการขาย เข้าใจลึกซึ้งว่าความต่อเนื่องในการสื่อสารของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ตั้งศูนย์บริการ 5 แห่ง ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญประจำตามศูนย์บริการ เพื่อให้การบริการแก้ปัญหาทางเทคนิคสำหรับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
IT Digest : ธุรกิจปี 2551 ที่ผ่านมา และปี 2552 ที่กำลังดำเนินอยู่เป็นอย่างไร
สุพิชช์ :ปี 2551 ที่ผ่านมา พัฒนาเรื่องเทคโนโนโลยีเดินหน้าอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน การคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ก็พัฒนาขึ้นมาให้รองรับส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์ เพราะฉะนั้น ประสิทธิภาพของระบบไอซีทีจะดีขึ้นมาก หากเปรียบเทียบกับไปเมื่อ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่ใกล้ตัวผู้บริโภค อย่างโทรศัพท์เคลื่อน ที่ปัจจุบันมีวิวัฒนาเกิดขึ้นมาก ทำได้หลายอย่าง แทบจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กในมือผู้บริโภคก็ว่าได้ ขณะที่มองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มีใช้ จึงนับว่าเทคโนโลยีด้านการตลาดเกี่ยวกับไอซีทีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพ และการใช้งาน
สำหรับปี 2551 จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ให้สภาพตลาดชะลอตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ระบบการเมืองยังส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2550 หรือเมื่อ 2 ปี ที่แล้ว เนื่องจากมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพราะฉะนั้น จึงคิดว่าทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และความมั่นใจต่างๆ ของนักลงทุนลดน้อยลงไป เมื่อไม่มีแผนลงทุนระยะยาว การลงทุนด้วยไอที จึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย แม้ว่าผลที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เกิดทันที และการเมืองในประเทศก็ไม่สงบ อย่างไรก็ตาม เรื่องงบของไอซีทีต้องดูอย่างรอบคอบ โดยส่วนตัวมองว่า ตัดสินใจยากหากคิดลงทุนซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่ม
IT Digest : มองจุดเด่นของบริษัท อยู่ที่ตรงไหน
สุพิชช์ : เนื่องจากมีองค์ความรู้ที่หลากหลาย มีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน สามารถดำเนินการโครงการที่ซับซ้อน ผ่านเทคโนโลยีที่สนับสนุน และเรื่องความมั่นคง ที่สนับสนุนลูกค้ามาก จึงเป็นจุดที่สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ ด้วยพนักงานที่มากประสบการณ์กว่า 90 คน และทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทุกประเภทธุรกิจ ทั้งส่วนราชการและเอกชน มีขอบเขตการให้บริการครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด ประกอบกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผู้นำให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูล สามารถนำเสนอระบบหรือเทคโนโลยีที่มีความสมดุลระหว่าง ความทันสมัย ความเหมาะสม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพในการทำงานและความได้เปรียบทางธุรกิจของลูกค้า
IT Digest : แนวโน้มการลงทุนไอทีในประเทศไทย เมื่อเศรษฐกิจได้รับผลกระทบทั่วโลก
สุพิชช์ : ผู้ที่ทำธุรกิจได้รับผลกระทบมาก แต่คงไม่เลิกซื้อไอทีทั้งหมด เพราะว่า ระบบไอทีกับธุรกิจยังมีความสำคัญอยู่มากพอสมควร โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ในทางตรงกันข้าม แนวโน้มการลงทุนด้านไอทีจะเพิ่มขึ้น และบางองค์กรยังขาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการทำธุรกิจระยะยาว จาก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1.ลดต้นทุน 2.เพิ่มรายได้ โดยนำระบบไอทีมาใช้ ให้ซื้อขายผ่านเว็บไซต์ได้ ก็อาจจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 3.ลดความเสี่ยง หลายธุรกิจดำเนินการให้หลายอย่างไร้ความเสี่ยง สามารถลดความเสี่ยงในองค์กร เช่น ธนาคาร ถอนเงินไม่ได้ 2 ชั่วโมง ก็เกิดความเสียหายแล้ว จึงต้องใช้ระบบที่มีความแข็งแรง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม 5.ตอบสนองความต้องการลูกค้า เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ทุกองค์กรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงคิดว่าเทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนได้ ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับคำแนะนำของผู้ให้บริการด้วย
IT Digest : ช่วงเริ่มก่อตั้งบริษัท ทำไมถึงกล้าลงทุน และริเริ่มก่อตั้งระบบโทรคมนาคม
สุพิชช์ : เนื่องจากการสื่อสารในอดีต ยังไม่เจริญเติบโตเท่าปัจจุบัน ธุรกิจนี้ยังไม่มีใครทำอะไรมาก ส่วนความกล้าคงต้องย้อนกลับไปถามรุ่นที่อยู่ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ต้องบอกว่าบริษัทเป็นผู้บุกเบิกนำเทคโนโลยีมานำเสนอมากกว่า เพื่อใช้ข้อมูลเพื่อติดต่อธุรกิจ หรือเป็นตัวแทนติดต่อผู้ผลิตจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในอดีตการสื่อสารค่อนข้างลำบาก ดังนั้น จึงเปรียบเสมือนเป็นช่องทางช่วยนำเทคโนโลยีมาเสนอให้กับคนไทย ต่างจากปัจจุบัน ถ้าต้องการข้อมูล สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ทั่วไป จึงถือได้ว่าบริษัท เป็นผู้นำอยู่บ้างในยุคแรกๆ
IT Digest : แนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจในอดีต แตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร
สุพิชช์ : เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้หลายบริษัทมีเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ละคิดว่าดีแล้ว อย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 3จี แม้กระทั่งสามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา เข้าถึงข้อมูลทั่วโลก โดยส่วนตัวไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 10 ข้างหน้าเทคโนโลยีในโลกจะเป็นอย่างไร เพราะเทคโนโลยีเดินหน้าไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาธุรกิจตามเทคโนโลยีไปด้วย ทั้งการทำงาน องค์ความรู้ กระบวนการทำงาน และบุคลากร รวมถึงคุณภาพการให้บริการในองค์กร เพื่อการแข่งขันกับต่างประเทศได้
IT Digest : มุมมองต่อการลงทุนเทคโนโลยีภาครัฐ และเอกชน
สุพิชช์ : โดยส่วนตัวมองว่า การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ถ้าเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจอย่างจริงจัง และมองในอนาคตไกลๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน น่าจะลงทุนด้านไอทีไม่น้อย ส่วนแนวโน้มการลงทุนว่าภาคใดจะมากกว่ากัน จากเหตุผลข้างต้น คิดว่าคงไม่ต่างกัน แต่อยู่ที่วิจารณญาณของผู้บริหาร และสถานการณ์ความเป็นไปได้ขององค์กร ทั้งเม็ดเงินลงทุน และการวางแผน รวมถึงความเสี่ยงของแต่ละองค์กร เนื่องจากแต่ละองค์กรก็มีธุรกิจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นระดับความสำคัญด้านระบบไอทีจึงมีความแตกต่างกันออกไป สำหรับปี 2552 มองว่าจะหนักไปทางภาครัฐมากกว่า เนื่องจากกำหนดงบประมาณที่ชัดเจนก่อนหน้านี้อยู่แล้ว อีกทั้ง งบประมาณต่างๆ ต้องเบิกจ่ายตามแผนที่วางไว้ ส่วนภาคเอกชน ก็ต้องชะลอจนกว่าจะถึงนาทีสุดท้าย หรือตั้งงบประมาณการลงทุนไอทีไว้แล้ว ต้องลดงบลง เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจบางช่วงมีความเสี่ยงมาก
IT Digest : มีความร่วมมือลงทุนกับหน่วยงานภาครัฐบ้างหรือไม่
สุพิชช์ : ส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าบริษัทมากกว่า ส่วนพันธมิตร จะร่วมมือกับคู่ค้าจากต่างประเทศหลายราย นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้ามากกว่า
IT Digest : สัดส่วนลูกค้าภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างไร
สุพิชช์ : สัดส่วนภาครัฐน่าจะมีมากกว่าเอกชน อยู่ที่ประมาณ65% ส่วนภาคเอกชนอยู่ที่ 35%
IT Digest : ความตื่นตัวต่อการบังคับใช้พ.ร.บ.คอมฯ ของแต่ละหน่วยงานเป็นอย่างไรบ้าง
สุพิชช์ : โดยส่วนตัวคิดว่า แต่ละหน่วยงานรับทราบ พ.ร.บ.คอมฯ ที่เกิดขึ้น และพยายามดำเนินการตามกฎระเบียบ ส่วนเรื่องการปราบปราม หรือลงโทษผู้กระทำความผิดยังไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจิง จึงยังมีหลายหน่วยงานไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ต้องใช้เวลา ขณะเดียวกัน ก็เป็นทิศทางที่ถูกต้องที่ภาครัฐกำหนด และจัดพ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นมา เพราะไม่สามารถเนรมิตอะไรขึ้นมาได้ภายในวันเดียว แต่ระยะยาวก็เป็นจุดเริ่มที่ดีที่จะตื่นตัวมีมาตรฐานกฎหมายระดับโลก เพื่อเสริมสร้างจริยธรรม และการป้องกันอาชญากรรมภายในประเทศเอง
IT Digest : การใช้พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ของบริษัทเป็นอย่างไรบ้าง
สุพิชช์ : ตั้งแต่ปี 2551 ที่เริ่มบังคับใช้ ได้ พยายามสื่อสารโดยภาครัฐ ดังนั้น พนักงานจะรู้เรื่องอยู่แล้ว ปัจจุบันถ้าเข้าไปในระบบ พนักงานจะเก็บข้อมูล หรือผู้ให้บริการเก็บข้อมูลไว้ เมื่อไปทำความผิดข้อมูลเหล่านั้น สามารถระบุได้ เพื่อให้ตำรวจสืบค้นกลับมาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
IT Digest : วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างไรบ้าง
สุพิชช์ : มีผลกระทบ เพราะคิดว่าลูกค้ามีความระมัดระวังที่จะลงทุนใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่า จะไม่ปลดคนงาน หรือเป็นหนทางสุดท้ายที่บริษัทจะทำ เนื่องจากองค์ความรู้ และความสามารถที่มีอยู่ของทุกคนแตกต่างกันไป ขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทต้องอาศัยความรู้ ความสามารถที่จะมารวมกันเป็นองค์ความรู้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น ให้คำปรึกษา การออกแบบ วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เป็นต้น นอกจากนี้ บุคลากรที่บริษัทมีอยู่ก็ลงทุนด้านการอบรม และการพัฒนามาพอสมควร
IT Digest : ความคิดเห็นต่อการพลิกวิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นโอกาสของไอที
สุพิชช์ : มองว่าจากเหตุผล 5 ข้อ ข้างต้น น่าจะเป็นส่วนช่วยสนับสนุน โดยเฉพาะการลดต้นทุนที่น่าจะดึงดูดความต้องการของผู้บริหารต่อการลงทุนด้านไอทีเพิ่มขึ้น เพราะทุกรายอยากจะประหยัด แต่จะประหยัดอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกัน ทำรูปแบบ และวิเคราะห์ร่วมกันว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ถ้าทำจุดนี้ได้จะช่วยให้เป็นข้อมูลให้ผู้บริหารระดับสูงตัดสินใจได้ไม่ยากนัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่คุ้มทุนภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็เป็นกำไรที่น่าสนใจเหมือนการลงทุนทั่วไป 
IT Digest : ที่ผ่านมามีวิกฤตใด ที่บริษัทพบว่าหนักที่สุด
สุพิชช์ : วิกฤตปี 2540 หรือเมื่อ 12 ปี ที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทอื่นล้วนโดนกันถ้วนหน้า คิดว่าหนักกว่า ช่วงนั้นล้มหายตายจาก มีหนี้สูญมาก ขณะเดียวกัน หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ช่วงวิกฤตครั้งใหม่ที่เผชิญอยู่ ก็มีประสบการณ์ ไม่เหมือนปี 2540 หากเปรียบเทียบผลกระทบระบบไอที กับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นระหว่างปี2540 กับขณะนี้แล้ว สำหรับประเทศไทยมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หนักกว่ามาก เพราะเป็นปัญหา คล้ายกันมาก แต่คนรายกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย มองว่า
IT Digest : มองการฟื้นตัวเฉพาะภาคส่วนของไอทีในประเทศอย่างไร
สุพิชช์ : ในวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สำหรับประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายมากนัก ยังพอดำเนินการได้ ขณะดียวกัน ต้องสร้างความเชื่อมั่น และต้องป้องกัน หยุดปล่อยกู้ ทั้งนี้เศรษฐกิจ ภาคธนาคารยังอยู่ เมื่อเทียบกับปี 2540 ที่ธนาคารมีปัญหา ไม่มีเงินปล่อยกู้ ทำให้บริษัทรายเล็กหลายรายต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐก็มีมาตรการต่างๆ ช่วยเหลือ และเกื้อกูลกันอยู่ สรุป คือ ไม่น่าจะรุนแรงเท่าปี 2540 แต่ว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน และมีแนวโน้มว่าขนาดของภาคธุรกิจจะเล็กลง
IT Digest : ฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง
สุพิชช์ : คิดว่าปัญหาเศรษฐกิจในประเทศไทย เป็นภาพรวมที่ต้องช่วยกัน และพยายามทำให้ฟื้นคืนกลับมาได้โดยเร็ว ขณะเดียวกัน ภาครัฐ และเอกชนต้องช่วยทำให้ไม่เลวร้ายลงกว่านี้ อย่าทำให้เกิดภาวะเครดิตสูญเสีย เช่น ปัญหาเรื่องเงินที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ โดยพยายามทำให้อยู่ในกรอบของธุรกิจที่ดีสุดอย่าเอาเปรียบกัน แต่ต้องเกื้อกูลกัน จึงจะทำให้ปัญหาคลี่คลาย โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้ผลกระทบน้อยกว่าสหรัฐ จึงน่าทำอะไรให้ฟื้นตัวเร็วกว่าต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ถ้าผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปแล้ว อาจจะมีวิกฤตอื่นกลับมาอีก แต่วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ มีผลกระทบเหมือนกันเป็นธรรมดา ในส่วนของนักเศรษฐศาสตร์คงไม่ได้วิตกกังวลนัก แต่ในช่วงขาลงไม่อยากให้ลงลากพื้น เพราะมองว่าให้ขึ้นลงอยู่ในกรอบที่รับกันได้ ปัจจุบันขาลงตอนนี้ลากพื้นอยู่จึงคิดว่ามันรุนแรง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะทำให้รับกันได้ ส่วนใหญ่ขึ้นสูงไปก็กลับมารุนแรง
...