กีฬา
100 year

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ไทยรัฐออนไลน์11 ก.ค. 2556 14:11 น.
SHARE

สัปดาห์นี้ ผมนอนคิดนั่งคิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะเคยร่างเตรียมๆ เอาไว้หลายเรื่อง นึกอยู่หลายวันก็ยังสรุปไม่ลงตัว พอใกล้ถึงวันส่งต้นฉบับก็เหลือบตาไปดูปฏิทิน....  ทันใดนั้น ก็เกิดอาการสะดุ้งสุดตัว...อุ๊ยยยยยย....11 กรกฎาคมนี้  จะเป็นวันคล้ายวัน สวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อีกรอบปีแล้ว ดังนั้น จึงตัดสินใจทันทีว่า สัปดาห์นี้จะขอเขียนถึงพระองค์ท่านหน่อยดีกว่า

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ต่อไปนี้ขออนุญาตเรียกสั้นๆ ว่า "พระนารายณ์" ทรงมีีพระประสูติกาลในราวปี พ.ศ. 2175 หากจะนับถึงวันนี้ก็ร่วม 381 ปีแล้วนะครับ แม้จะมิได้เป็นพระราชโอรสองค์โตที่จะทรงมีสิทธิในราชสมบัติก็ตาม แต่เมื่อพระราชบิดาคือสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เสด็จสวรรคต ซึ่งขณะนั้นพระนารายณ์ทรงมีพระชนมายุได้เพียง 24 พรรษาเท่านั้น ถือว่ากำลังทรงหนุ่มแน่นมาก ได้ทรงใช้กุศโลบายหลายประการ เช่น การเข้าร่วมมือกับพระเจ้าอาแท้ๆ คือ พระศรีสุธรรมราชา อันเป็นน้องชายของ พระเจ้าปราสาททอง ช่วงชิงราชสมบัติมาจากพระเชษฐาของพระองค์เองคือ เจ้าฟ้าไชย แบบสดๆ ร้อนๆ หลังจากที่เจ้าฟ้าไชยเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 วัน โดยทรงวางแผน และขอความช่วยเหลือจากชาวต่างชาติหลายกลุ่ม ที่อยู่อาศัยอยู่ที่อยุธยา ฮอลันดา ญี่ปุ่น ชาวเปอร์เซีย หรืออิหร่าน และชาวมุสลิม-ปัตตานี

เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็ทรงยกย่องให้พระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อไป เพื่อให้ตายใจ ฝ่ายพระศรีสุธรรมราชาเองก็นอนใจ ทรงตั้งให้พระนารายณ์เป็นที่ตำแหน่งพระมหาอุปราช เสด็จไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล ปัจจุบันคือพระราชวังจันทรเกษม หลังจากนั้นเพียงไม่ถึง 2 เดือนครึ่ง พระองค์ก็ทรงใช้ชาวต่างชาติคณะเดิม ร่วมกันก่อการปฏิวัติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้ได้ทรงจับพระศรีสุธรรมราชาสำเร็จโทษเรียบร้อยแล้ว จึงเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ลำดับที่ 28

จากเส้นทางการขึ้นสู่อำนาจราชสมบัติที่นองไปด้วยเลือดของพระนารายณ์ที่กล่าวมาแล้วนี้ ซึ่งก็ไม่ต่างจากพระราชบิดาของพระองค์เลย เพราะพระเจ้าปราสาททองเองก็ทรงมีที่มาจากสามัญชน ที่รับราชการไต่ขั้นขึ้นโดยลำดับ จากเพียงมหาดเล็กรับใช้ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่ทรงเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนได้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในกรมวัง ในรัชกาลของพระเจ้าทรงธรรม และเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถสนับสนุนให้พระเชษฐาธิราช อันทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรมได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ หลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต ดังนั้น จึงได้รับยศถาบรรดาศักดิ์สูงขึ้นเป็น "เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์" เสนาบดีกลาโหม หรือเรียกอีกชื่อว่า "ออกญากลาโหม" อันอาจเทียบเคียงได้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

หลังจากนั้นอีกเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือนเต็มๆ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็ลุกขึ้นทำการยึดอำนาจ โดยจับพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษเรียบร้อยจบไป แล้วจึงอัญเชิญพระอนุชาของพระเชษฐาธิราช คือพระอาทิตยวงศ์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา ขึ้นครองราชสมบัติ การขึ้นครองราชย์ของเด็กชายวัยสิบขวบในครั้งนั้น คงจะเสมือนหนึ่งเล่นขายของ ดังนั้น หลังจากที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปได้ราว 1 เดือนเศษ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็จับพระอาทิตยวงศ์ทุบท่อนจันทน์ เสด็จสวรรคตตามพระเชษฐาไปอีกพระองค์หนึ่ง คราวนี้ไม่ต้องอัญเชิญใครมาขึ้นครองราชย์แล้ว

เพราะท่านเจ้าพระยาฯ ท่านตัดสินใจขึ้นครองราชสมบัติด้วยตัวของท่านเอง โดยสถาปนาตนเองขึ้นเป็น "สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง" กษัตริย์ลำดับที่ 25 แห่งกรุงศรีอยุธยา และถือเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททองต่อมา

จากที่ผมได้เกริ่นเล่าถึงเส้นทางการขึ้นสู่อำนาจของทั้งพระเจ้าปราสาททอง ผู้ทรงเป็นพระราชบิดา และสมเด็จพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นพระราชโอรสไปแล้วข้างต้น จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญมากประการหนึ่ง ที่ทำให้พระนารายณ์ต้องทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้นอีกเมืองหนึ่ง ริมแม่น้ำลพบุรี หลังจากที่ครองราชสมบัติผ่านไปแล้วราว 10 ปี และยังได้เสด็จฯ ไปประทับที่เมืองนี้ในแต่ละปีเป็นเวลายาวนานกว่าที่กรุงศรีอยุธยา จนนักประวัติศาสตร์หลายๆ ท่านเรียกว่า "ราชธานีแห่งที่สอง" ด้วยเหตุผลว่า ทั้งสองรัชกาลนี้มีศัตรูมากมายรายรอบพระองค์ เนื่องจากการเข่นฆ่าฟันล้างบางพระราชวงศ์ด้วยกันมาหลายครั้งหลายหน รวมทั้งเรื่องของเสนาบดีใหม่และเก่า ที่ไม่อาจลงรอยทำงานร่วมกันได้ เพราะมาจากต่างมูลนายหลายข้าหลายเจ้า และตัวเมืองลพบุรีและพระราชวังเอง ที่ทรงสร้างขึ้นใหม่นั้น ก็มีรั้วรอบขอบชิด กะทัดรัด ง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย สามารถคัดเลือกเฉพาะเสนาบดีที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเท่านั้น ให้ตามเสด็จฯ ไปที่ลพบุรีได้ นี่เองที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักมากกว่าที่เคยกล่าวอ้างกันว่าเพื่อหนีพม่า หนีฝรั่งเศส หรือหนีชาวต่างชาติ

คงไม่ต้องบรรยายถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และยังประโยชน์์มหาศาลให้แก่คนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมีผู้เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ท่านไว้มากมายหลายที่แล้ว ผมจะขอตัดความไปเล่าถึงช่วงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพของพระองค์เลยดีกว่า เพราะน่าตื่นเต้นและลึกลับมากมาย หลังจากที่ครองราชสมบัติผ่านไปได้ 32 ปีแล้ว ในขณะที่เจริญพระชนมพรรษาได้ 56 พรรษา ราว พ.ศ. 2231 ขณะนั้น ทรงพระประชวรหนักและประทับอยู่ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ เมืองลพบุรี

หากเราชาวพุทธที่เชื่อถือในเรื่องของกงเกวียนกำเกวียนและบาปบุญคุณโทษแล้ว เราจะเห็นภาพฉากสุดท้ายของพระนารายณ์ ที่ไม่แตกต่างจากฉากก่อนหน้านี้ ที่พระราชบิดาและพระองค์เองก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์แห่งกรุงศรีอยุธยาเลย ในช่วงปลายรัชกาลนั้น สมเด็จพระเพทราชาทรงมีบทบาทในด้านความเป็นผู้นำทางการเมืองและความคิดมาก ซึ่งมีความใกล้ชิดผูกพันกับพระนารายณ์หลายซับหลายซ้อน ได้เป็นผู้นำในการก่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปกครองครั้งสำคัญยิ่งครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว 

โดยที่พระเพทราชานั้น ทรงมีภูมิกำเนิดที่บ้านพลูหลวง จ.สุพรรณบุรี ทั้งยังเป็นคนธรรมดาสามัญเช่นกัน แต่มารดาของท่านคือ นางเปรม ได้รับการคัดเลือกมาเป็นพระนมของพระนารายณ์ จึงเลื่อนขึ้นเป็นพระนมเปรมและท้าวศรีสัจจาในที่สุด ดังนั้น ทั้งพระนารายณ์และพระเพทราชา ซึ่งเกิดปีเดียว เดือนเดียวกัน จึงดื่มน้ำนมร่วมแม่นมเดียวกัน และเติบโตเล่นหัวมาด้วยกัน เมื่อพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์แล้ว ยังได้สถาปนาน้องสาวของพระเพทราชาชื่อ แจ่ม ขึ้นเป็นพระสนมเอก ที่ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ส่วนตัวของพระเพทราชาเอง ก็ได้รับราชการและมีตำแหน่งสูง เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจใกล้ชิดกับพระนารายณ์ที่สุดอีกด้วย

ทั้งสองมาแตกกันด้วยแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องของสัมพันธไมตรีและนโยบายการเมืองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างเสี่ยง จนเกือบจะเรียกได้ว่า เอาบ้านเมืองมาเล่นเป็นตัวประกันเลยทีเดียวของพระนารายณ์ ดังนั้น ในช่วงปลายปลายรัชสมัยของพระนารายณ์  เมื่อได้ทรงแต่งตั้งให้พระเพทราชาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ในขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ประทับอยู่ที่ลพบุรี และทรงพระประชวรหนัก พระเพทราชาได้ออกอุบายกำจัดพระปีย์ พระโอรสบุญธรรมในสมเด็จพระนารายณ์ ที่ทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจให้ตายตกไป โดยที่พระนารายณ์ทรงรับรู้ แต่ไม่อาจช่วยเหลือได้ หัวอกของพระองค์จึงแทบจะสลาย ที่ต้องทนเห็นลูกอันเป็นที่รัก ถูกพรากไปประหารต่อหน้าต่อตา 

จากนั้นแล้ว พระเพทราชายังมีคำสั่งให้จับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เสนาบดีคนสนิทใกล้ชิดกับพระองค์ และเป็นที่โปรดปรานเสน่หาอย่างยิ่งไปประหารชีวิต ยิ่งทำให้พระนารายณ์ที่กำลังประชวรหนักถึงกับทรุดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อพระนารายณ์เสด็จสวรรคตอย่างทุกข์ระทม บรรดาข้าราชการดั้งเดิมของพระองค์ที่เคยไว้วางพระราชหฤทัย กลับอัญเชิญพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ กับทั้งยังได้ล้มราชวงศ์เดิมและสถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ดังนั้น พระนารายณ์จึงเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ปราสาททอง

ค่าน้ำนมของพระนมเปรม อันเป็นกษิรธาราที่ถวายแด่พระนารายณ์ และเหลือต่อมายังพระเพทราชาอันร่วมเต้านมเดียวกัน ก็ยังไม่อาจผูกใจคนทั้งสองให้รักใคร่จนตายจากกันได้ หรือด้วยอำนาจแห่งกิเลสมายา ที่บังตาให้คนทั้งคู่นี้ กลายเป็นศัตรูกันจนวาระสุดท้าย หรือกงล้อแห่งเวรกรรมที่ได้กระทำการเข่นฆ่า เพื่อให้ได้มาซึ่งราชบัลลังก์ นับตั้งแต่พระเจ้าปราสาททอง อันเป็นพระราชบิดา ต่อมาจนถึงพระนารายณ์องค์เอง จึงได้ถูกกรรมนั้นสนองในบั้นปลาย ให้ทรงได้รับรู้รสชาติของการสูญเสียของรักและคนรัก  ทั้งหมดนี้ทำให้เราตระหนักได้ถึงเรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ไม่เคยละเว้นแม้แต่ยาจก วณิพก ขอทาน สืบไปจนถึงเท้าพระยามหากษัตริย์เลย

ในที่สุดแห่งบทความนี้ ผมขอจบลงด้วยความเข้าใจอย่างดียิ่งที่พระเตมีย์ (ใบ้) ในทศชาติชาดก ทรงแกล้งทำพระองค์เป็นใบ้ ตามคำแนะนำของเทวดารักษากำพูฉัตร แห่งพระมหาเศวตฉัตรของพระราชบิดาของพระองค์ ว่า ถ้าหากไม่ประสงค์จะขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ต้องใช้พระราชอำนาจ ตัดสินคดีีความ และลงโทษลงทัณฑ์ถึงขั้นประหารชีวิต เพื่อความสงบสุขของส่วนรวมแล้ว ก็ให้ทรงแกล้งทำเป็นเบื้อเป็นใบ้ ไม่พูด ไม่รับสั่ง เมื่อพระราชบิดาและเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเห็นแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่า พิกลพิการ ก็อาจที่จะรอดพ้นจากการนี้ได้

อันสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ดี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ถือเป็นพระราชภาระที่จะต้องทรงยังความผาสุกสงบให้กับพสกนิกรของพระองค์ ดังนั้น การเวียนว่ายตายเกิดในบ่วงแห่งกรรมทั้งปวง จึงไม่อาจเลี่ยงหลีกได้เลย แต่หากจะทรงมีทิยญาณอันวิเศษแล้ว ก็ย่อมที่จะต้องทรงทราบว่า ผลแห่งสิ่งที่ได้ทรงกระทำไปแล้ว ไม่ว่าจะละเมิดศีลข้อใดๆ ไปก็ตาม ก็ได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนคนไทยทุกผู้ทุกคนมาจวบจนทุกวันนี้

เผ่าทอง ทองเจือ

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนดังนั่งเขียนเผ่าทอง ทองเจือการศึกษา

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้