อัปเดตอาการ "ลูกช้างป่ากำพร้า" เขาสอยดาว มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง กรมอุทยานฯ จัดทีมสัตวแพทย์-เจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมืองดเยี่ยมชม-บริจาคอาหารชั่วคราว เพื่อฟื้นฟูสุขภาพตามหลักวิชาการ ย้ำ "อาหารและการดูแลที่เหมาะสมสำคัญกับลูกช้างป่าที่สุด"

วันที่ 5 พ.ย. 2569 จากกรณีพบลูกช้างป่ากำพร้า เดินวนเวียนเฝ้าซากแม่ช้าง ในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านบ่อโบกปูน ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เขตรับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน กรมอุทยานฯ โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) จึงได้ดำเนินการย้ายลูกช้างป่ากำพร้าตัวดังกล่าว เข้าสู่การดูแล ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อช่วงดึกวันที่ 1 พ.ย. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและคุ้มครองสวัสดิภาพอย่างใกล้ชิด นั้น

"สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาสอยดาว" ได้อัปเดตสุขภาพลูกช้างป่าประจำวัน ว่า ช้างมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ปริมาณอาหาร ต้นและใบกล้วยป่า 10 กก. กล้วยสุก 4 กก. ใบไผ่ 1.5 กก. และหญ้าโขมง 0.5 กก. รวม 16 กก. (เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 5.5 กก.) การขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ช้างมีความตื่นตัว แสดงพฤติกรรมระแวดระวังและวิ่งเข้าใส่เมื่อมีผู้เข้าใกล้คอก ทีมสัตวแพทย์ให้วิตามินซี แคลเซียม และโพรไบโอติก (Probiotics) ตามแผนการดูแล

ปรับเพิ่มปริมาณและความหลากหลายของพืชอาหารธรรมชาติ และยังมีมูลสดช้างป่า เพื่อใช้ส่งเสริมพฤติกรรมการได้รับจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ (Coprophagy) ภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์ โดยลูกช้างแสดงความสนใจต่อมูลช้าง แต่ยังไม่เข้ามาสัมผัสหรือกิน อย่างต่อเนื่อง ทีมสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าระวังสุขภาพและประเมินความเพียงพอของสารอาหารอย่างใกล้ชิด

ภาพจาก FB : สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาสอยดาว
ภาพจาก FB : สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาสอยดาว

ทั้งนี้ ล่าสุดทางเพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่ส่งความห่วงใยและติดตามการดูแลลูกช้างป่ากำพร้า ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี อย่างใกล้ชิด ทุกความรักและกำลังใจที่ส่งมาคือแรงสนับสนุนที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของลูกช้างป่า กรมฯ ขอความร่วมมือในช่วงนี้ 2 ประการ คือ งดเข้าเยี่ยมชมและงดรับบริจาคอาหารจากภายนอก โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลตามหลักวิชาการและหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพราะเป้าหมายสำคัญคือความปลอดภัยและการฟื้นฟูสุขภาพของลูกช้าง

อย่างที่ทราบกันดีว่า การอนุบาลลูกช้างป่าที่อายุน้อยและกำพร้าแม่ ถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย จึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุมเป็นพิเศษ โดยกรมฯ ได้จัดให้มีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยดูแลทั้งชนิดและปริมาณอาหาร การให้น้ำ การเสริมวิตามินและแร่ธาตุตามความจำเป็น ตลอดจนสังเกตพฤติกรรม การขับถ่าย และการพักผ่อน พร้อมบันทึกข้อมูลเพื่อประเมินการฟื้นฟูด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีสัญญาณบวกที่พอจะช่วยให้คลายกังวลได้บ้าง เมื่อลูกช้างป่าตอบสนองต่อการดูแลได้ดี และตื่นตัวเมื่อมีสิ่งผิดปกติ สะท้อนว่าลูกช้างยังคงสัญชาตญาณของช้างป่าไว้ได้ดี

ภาพจาก FB : สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาสอยดาว
ภาพจาก FB : สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาสอยดาว

ทำไมต้องควบคุมอาหาร 

ระบบทางเดินอาหารของช้างต้องอาศัยจุลินทรีย์ช่วยย่อยเส้นใยพืช ซึ่งตามธรรมชาติลูกช้างป่าจะได้รับจุลินทรีย์เหล่านี้จากการกินมูลของแม่หรือช้างในโขลง แต่ลูกช้างป่าที่แยกจากโขลงอาจมีจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมบูรณ์ อาหารหลักจึงเน้นพืชอาหารธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วง 2–4 สัปดาห์แรกในการดูแล 

การกินอาหารมากเกินไป การเปลี่ยนอาหารฉับพลัน หรือการให้กินผลไม้น้ำตาลสูงในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือระบบย่อยอาหารแปรปรวน ซึ่งเป็นอันตรายต่อลูกช้างป่าที่ร่างกายยังอ่อนแอ ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่สามารถรับบริจาคอาหารจากภายนอกได้ เพราะต้องควบคุมทั้งชนิด ปริมาณ ความสมดุลทางโภชนาการ และแหล่งที่มาของอาหารทุกมื้อให้ปลอดภัย

ทำไมต้องงดเยี่ยมชม 

บุคคลภายนอกอาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่พื้นที่เลี้ยงดูได้ แม้ไม่มีอาการเจ็บป่วย การจำกัดการเข้าถึงจึงเป็นมาตรการสำคัญด้านการป้องกันโรคและสุขอนามัย อีกทั้งช่วยลดการคุ้นชินกับมนุษย์โดยไม่จำเป็น เพื่อให้ลูกช้างป่ายังคงมีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าและพร้อมกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติในอนาคต ผู้ที่สนใจสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลลูกช้างป่าได้ด้วยการติดตาม และแบ่งปันข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของกรมฯ และร่วมส่งต่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม 

ทั้งนี้ กรมฯ ยืนยันว่าจะดูแลลูกช้างป่าอย่างเต็มความสามารถ โดยยึดสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์เป็นอันดับแรก พร้อมทั้งจะสื่อสารความคืบหน้าให้สาธารณชนทราบอย่างต่อเนื่อง

ความรักและความห่วงใยจากระยะห่างที่พอดี จะช่วยให้เจ้าช้างน้อยปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการได้เห็นลูกช้างป่าเติบโตแข็งแรง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอขอบคุณทุกความห่วงใย และขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลทรัพยากรสัตว์ป่าด้วยความเข้าใจ




เพจเฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช