หมอเตือนไม่อยากเป็น "มะเร็งปากมดลูก" ต้องทำ 2 อย่างนี้ให้ครบ ไม่ใช่แค่ฉีดวัคซีน พร้อมย้ำอายุเท่าไหร่ควรฉีดวัคซีน HPV
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง "ไม่อยากเป็นมะเร็งปากมดลูก! ต้องทำ 2 อย่างนี้ให้ครบ ไม่ใช่แค่ฉีดวัคซีน" โดยระบุข้อความว่า
ใครฉีดวัคซีน HPV ครบแล้ว และคิดว่าไม่ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอีก อยากให้รู้เรื่องนี้เพราะถึงวัคซีนจะช่วยป้องกันมะเร็งได้มาก แต่ไม่ได้ป้องกันเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์ และมะเร็งปากมดลูกระยะแรก อาจไม่มีอาการผิดปกติเลยด้วยซ้ำ วันนี้อยากให้จำแค่ 2 เรื่อง คือ ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาความผิดปกติก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง
อย่างแรกฉีดวัคซีน HPV ให้เหมาะกับช่วงอายุ มะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมด เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงที่คงอยู่นานหลายปี วัคซีน HPV ช่วยป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็ง โดยเฉพาะ HPV 16 และ 18 แต่อยากให้รู้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันดีที่สุด เมื่อฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่าคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วจะฉีดวัคซีนไม่ได้
อายุเท่าไหร่ควรฉีดวัคซีน HPV
- อายุ 9–14 ปี : เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการได้รับวัคซีน โดยเฉพาะก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์
- อายุ 15–26 ปี : หากยังไม่เคยฉีดหรือฉีดไม่ครบ สามารถปรึกษาเพื่อรับวัคซีนตามคำแนะนำได้
- อายุ 27–45 ปี : บางคนอาจยังได้รับประโยชน์ แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
โดยจำนวนเข็มขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ภาวะภูมิคุ้มกัน ชนิดวัคซีน และแนวทางที่ใช้ในแต่ละประเทศสิ่งที่ต้องจำคือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อใหม่ แต่ไม่ได้รักษาเชื้อ HPV ที่ติดอยู่แล้ว หรือทำให้รอยโรคเดิมหายไป
อย่างที่สอง ตรวจคัดกรอง แม้ฉีดวัคซีนครบแล้ว ข้อนี้อยากให้ความสำคัญพอๆ กับวัคซีน เพราะวัคซีนไม่ได้ครอบคลุมเชื้อ HPV ที่ก่อมะเร็งทุกสายพันธุ์ และบางคนอาจได้รับเชื้อมาก่อนฉีดวัคซีน ที่สำคัญเซลล์ปากมดลูกอาจเริ่มผิดปกติ โดยไม่มีอาการเจ็บหรือเลือดออกเลย
การตรวจคัดกรองจึงช่วยค้นหาเชื้อ HPV ชนิดเสี่ยงสูงหรือเซลล์ผิดปกติ เพื่อให้ติดตามและรักษารอยโรคก่อนมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วควรเลือกตรวจแบบไหน?
1. HPV DNA Test — ตรวจหาเชื้อที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
เป็นการตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก ข้อดีคือสามารถประเมินความเสี่ยงก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลงรุนแรงได้ โดยในผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป หากผลเป็นลบ อาจเว้นการตรวจได้ 5 ปี ตามแนวทางที่ใช้ในประเทศไทย บางสถานพยาบาลมีบริการเก็บตัวอย่างเองหรือ HPV Self-sampling ด้วย ช่วยให้คนที่กังวลการขึ้นขาหยั่งเข้าถึงการตรวจได้สะดวกมากขึ้น
2. Pap Smear — ตรวจดูว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติหรือไม่
วิธีนี้ไม่ได้ตรวจหาเชื้อ HPV โดยตรง แต่ตรวจลักษณะเซลล์ที่เก็บจากปากมดลูก เพื่อค้นหาความผิดปกติหรือรอยโรคก่อนมะเร็ง ถ้าเลือกตรวจด้วยวิธีนี้ ระยะห่างการตรวจอาจสั้นกว่า HPV DNA Test โดยขึ้นอยู่กับอายุ แนวทาง และผลตรวจเดิม
3. Co-testing — ตรวจ HPV ร่วมกับ Pap Smear
เป็นการตรวจทั้งเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง และความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกในคราวเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องตรวจสองอย่าง เพราะการตรวจ HPV DNA เพียงอย่างเดียวก็เป็นวิธีคัดกรองหลักที่มีประสิทธิภาพได้ ตามแนวทางการตรวจคัดกรองปัจจุบัน
ต้องเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่?
เรื่องนี้มีความต่างกันตามแนวทาง สำหรับประเทศไทย แนวทางวิชาชีพบางฉบับ แนะนำการตรวจ HPV ชนิดเสี่ยงสูงตั้งแต่อายุ 25 ปี ในผู้ที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่โครงการคัดกรองของภาครัฐมีกลุ่มอายุเป้าหมายและสิทธิบริการที่อาจแตกต่างจากคำแนะนำทางวิชาการ ส่วน WHO แนะนำให้ผู้หญิงทั่วไปเริ่มตรวจคัดกรองด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี ดังนั้นไม่อยากให้จำแค่เลขอายุเดียว แต่ให้ตรวจสอบตามอายุ ประวัติสุขภาพ และแนวทางที่สถานพยาบาลใช้
ถ้าตรวจเจอ HPV แปลว่าเป็นมะเร็งแล้วหรือเปล่า
ตอบไม่ใช่ การติดเชื้อ HPV พบได้ค่อนข้างบ่อย และหลายคนสามารถกำจัดเชื้อได้เอง โดยไม่กลายเป็นมะเร็ง สิ่งที่ต้องระวังคือเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง ที่คงอยู่เป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เซลล์ปากมดลูก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งได้ ถ้าตรวจพบ HPV แพทย์จะประเมินต่อตามสายพันธุ์ ผลเซลล์ปากมดลูกและประวัติการตรวจที่ผ่านมา
บางคนเพียงตรวจติดตาม บางคนต้องส่องกล้องตรวจปากมดลูก หรือเก็บชิ้นเนื้อเพิ่มเติม และถ้ามีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกผิดปกติ หรือมีตกขาวปนเลือด ควรไปตรวจหาสาเหตุ ไม่ต้องรอรอบคัดกรอง เพราะอาการเหล่านี้อาจเกิดจากหลายโรค ไม่ใช่มะเร็งปากมดลูกเสมอไป
อยากลดเสี่ยงให้มากขึ้น อย่าลืมอีก 3 เรื่องนี้
- ใช้ถุงยางอนามัย : ช่วยลดโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV ได้บางส่วน แต่ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด เพราะเชื้อแพร่ผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ครอบคลุมได้
- ไม่สูบบุหรี่ : เพราะบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อ HPV ชนิดเสี่ยงสูง
- อย่าขาดการติดตามผล : ถ้าตรวจพบเชื้อหรือเซลล์ผิดปกติ ควรมาตรวจตามนัด เพราะการพบความผิดปกติแล้วไม่ได้ติดตาม อาจทำให้พลาดโอกาสรักษาตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง
สุดท้ายนี้อยากให้จำไว้ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เรามีเครื่องมือช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัคซีนช่วยลดโอกาสติดเชื้อ ส่วนการตรวจคัดกรองช่วยค้นหาความผิดปกติก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง จึงไม่ใช่เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรทำทั้งสองอย่างตามช่วงอายุและความเสี่ยงของตัวเอง.
ขอบคุณเฟซบุ๊ก หมอเจด