เตือนไม่อยากเป็น "มะเร็งกระเพาะ" ต้องระวัง 4 โรคนี้ พร้อมแนะวิธีการดูแล ชี้การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้แพทย์วางแผนรักษา-ติดตามได้ตรงจุด
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง "ไม่อยากเป็นมะเร็งกระเพาะ ระวัง 4 โรคนี้" โดยระบุข้อความว่า หลายคนเป็นโรคกระเพาะมาหลายปี ปวดท้องก็กินยา จุกแน่นก็หายาลดกรด พออาการดีขึ้นก็คิดว่าเรื่องจบแล้ว แต่รู้ไหมว่า ความผิดปกติบางอย่างในกระเพาะ อาจดำเนินต่อไปได้ แม้เราแทบไม่มีอาการอะไรเลย
โดยเฉพาะการอักเสบเรื้อรังจากเชื้อ H. pylori ที่อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง จนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต วันนี้อยากพาทุกคนมารู้จัก 4 ภาวะสำคัญที่คนเป็นมีความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีภาวะเหล่านี้ พร้อมวิธีดูแลและตรวจให้ตรงจุด
1. กระเพาะอักเสบเรื้อรังจากเชื้อ H. pylori จุดเริ่มต้นที่หลายคนไม่รู้ตัว
หลายคนคิดว่าโรคกระเพาะเกิดจากกินข้าวไม่ตรงเวลา หรือกินอาหารรสจัดเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ชื่อว่า Helicobacter pylori หรือ H. pylori ที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารได้นานหลายปี เชื้อนี้ทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบเรื้อรัง บางคนมีอาการปวดท้อง จุกแน่น คลื่นไส้ แต่บางคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวเลย
ที่สำคัญคือ H. pylori เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งชนิด Adenocarcinoma อยากให้จำไว้ว่า บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาหารเผ็ดเมื่อวาน แต่อาจเป็นเชื้อที่อยู่ในกระเพาะมานานแล้ว และการตรวจพบเชื้อแล้วรักษากำจัดให้สำเร็จ สามารถช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะในอนาคตได้
2. กระเพาะอักเสบชนิดเยื่อบุฝ่อ อักเสบนานจนเนื้อเยื่อเริ่มเปลี่ยนไป
ข้อนี้หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน ชื่อทางการแพทย์คือ Atrophic gastritis เป็นภาวะที่ต่อมในเยื่อบุกระเพาะค่อยๆ ลดจำนวนลง จากการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน สาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อ H. pylori หรือบางคนเกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวเอง ไปทำลายเซลล์ในกระเพาะอาหาร สิ่งที่น่าสนใจคือ บางคนไม่ได้ปวดท้องเด่นชัด
แต่กลับตรวจพบภาวะขาดธาตุเหล็กหรือวิตามิน B12 ร่วมด้วย เพราะเยื่อบุกระเพาะที่เปลี่ยนแปลง อาจส่งผลต่อการสร้างกรดและการดูดซึมสารอาหาร ภาวะเยื่อบุกระเพาะฝ่อนี้ สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีความผิดปกติรุนแรงหรือเป็นหลายบริเวณ บางครั้งกระเพาะมีปัญหา แต่สัญญาณแรกกลับไปปรากฏในผลเลือด
3. เยื่อบุกระเพาะเปลี่ยนเป็นเซลล์คล้ายลำไส้ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ลองนึกภาพว่า เยื่อบุกระเพาะปกติมีหน้าที่ช่วยปกป้องผนังกระเพาะ แต่เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง เซลล์บางส่วนอาจเปลี่ยนรูปร่างและลักษณะ จนคล้ายกับเซลล์ที่พบในลำไส้ ภาวะนี้เรียกว่า Gastric intestinal metaplasia หรือภาวะเยื่อบุกระเพาะเปลี่ยนเป็นเซลล์คล้ายลำไส้ การเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะคนที่พบความผิดปกติหลายตำแหน่ง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการส่องกล้อง และตรวจชิ้นเนื้อจึงจะทราบว่ามีภาวะนี้ ยิ่งรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เร็ว ก็ยิ่งวางแผนติดตามความเสี่ยงได้เหมาะสม
4. เซลล์เยื่อบุกระเพาะผิดปกติ ระยะที่ต้องจริงจังกับการติดตาม
ข้อนี้อยากให้ใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นความผิดปกติที่ใกล้กับการเกิดมะเร็งมากขึ้น ภาวะนี้เรียกว่า Dysplasia หมายถึงเซลล์เยื่อบุกระเพาะมีรูปร่างและการเรียงตัวผิดปกติจากเซลล์ทั่วไป โดยแพทย์จะประเมินจากผลตรวจชิ้นเนื้อ ความผิดปกติมีทั้งระดับต่ำและระดับสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการพบหรือพัฒนาเป็นมะเร็งต่างกัน
โดยเฉพาะ Dysplasia ระดับสูงที่จำเป็นต้องประเมินอย่างจริงจัง เพราะอาจมีรอยโรคมะเร็งระยะแรกร่วมอยู่ได้ บางรายแพทย์อาจต้องส่องกล้องตรวจอย่างละเอียด ตัดรอยโรคออก หรือวางแผนติดตามตามระดับความเสี่ยง นี่จึงเป็นภาวะที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพียงเพราะตอนนี้ยังไม่ปวดท้อง
ถ้าไม่อยากเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะ เริ่มดูแลตามนี้ เมื่อรู้จักทั้ง 4 ภาวะแล้ว อยากให้รู้ด้วยว่าเรามีวิธีลดความเสี่ยงและตรวจหาความผิดปกติได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการหนักก่อน
- ตรวจหาเชื้อ H. pylori และรักษาเมื่อพบเชื้อ โดยเฉพาะคนที่มีข้อบ่งชี้ เช่น เป็นแผลในกระเพาะหรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะ ปัจจุบันมีทั้งการตรวจลมหายใจ การตรวจอุจจาระ และชุดตรวจเชื้อแบบรวดเร็วบางชนิด หากรักษาแล้วควรตรวจยืนยันว่ากำจัดเชื้อสำเร็จด้วยวิธีที่เหมาะสม
- รู้จักชุดตรวจสุขภาพกระเพาะ ปัจจุบันมีการตรวจเลือด เช่น Pepsinogen I/II ที่ช่วยประเมินโอกาสมีเยื่อบุกระเพาะฝ่อในบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ชุดตรวจยืนยันมะเร็งกระเพาะ และผลปกติก็ไม่ได้ตัดมะเร็งทิ้ง หากมีความเสี่ยงสูงหรือผลผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องร่วมกับตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม
- ลดอาหารเค็มจัดและอาหารหมักดองเค็ม เช่น อาหารที่ใส่เกลือมาก อาหารเค็มจัด หรืออาหารรมควันที่กินเป็นประจำ เพราะการได้รับเกลือมากและอาหารบางลักษณะสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะที่เพิ่มขึ้น
- เลิกบุหรี่ และกินผักผลไม้ให้หลากหลาย เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งกระเพาะที่ปรับเปลี่ยนได้ ส่วนการกินอาหารให้สมดุลและดูแลน้ำหนักให้เหมาะสมก็เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพระยะยาว
- ถ้าเคยพบเยื่อบุกระเพาะฝ่อ เซลล์เปลี่ยน หรือ Dysplasia อย่าขาดการติดตาม เพราะแต่ละภาวะมีระดับความเสี่ยงต่างกัน บางคนจำเป็นต้องส่องกล้องติดตาม โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติรุนแรงหรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะ
- สังเกตสัญญาณที่ไม่ควรปล่อยไว้ เช่น น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อิ่มเร็วผิดปกติหรือกินได้น้อยลงต่อเนื่อง อาเจียนบ่อย กลืนลำบาก ถ่ายดำ หรือโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ส่วนอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำร่วมกับหน้ามืดอ่อนแรงมาก ควรไปโรงพยาบาลทันที
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ ถ้าตรวจพบเชื้อ H. pylori แล้วได้รับยากำจัดเชื้อ ต้องกินยาให้ครบตามแผน เพราะอาการปวดท้องที่ดีขึ้นไม่ได้ยืนยันว่าเชื้อหมดแล้ว การตรวจยืนยันหลังรักษาจึงมีความสำคัญ
สรุปมะเร็งกระเพาะอาหารบางชนิด มีความเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง และการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุกระเพาะที่อาจสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่การติดเชื้อ H. pylori ไปจนถึงเยื่อบุกระเพาะฝ่อ เซลล์เปลี่ยนเป็นคล้ายลำไส้ และเซลล์ผิดปกติแบบ Dysplasia
ทั้ง 4 ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะที่เพิ่มขึ้น และการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาหรือติดตามได้ตรงจุด อยากให้ทุกคนจำไว้ว่า การดูแลกระเพาะไม่ใช่แค่ทำให้หายปวด แต่ต้องรู้ด้วยว่าอะไรเป็นต้นเหตุ และมีความผิดปกติอะไรที่ควรติดตามหรือเปล่า เพราะบางครั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การรอให้อาการรุนแรงขึ้น แต่เป็นการจัดการความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้.
ขอบคุณเฟซบุ๊ก หมอเจด


