ย้ำเตือนประชาชนที่มีคุณสมบัติตามโครงการฯ อย่าลืมกดยืนยันสิทธิเข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2569
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เชิญชวนประชาชนกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) (โครงการฯ) ซึ่งเริ่มให้ใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันแรก โดยประชาชนและร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามโครงการฯ 30.71 ล้านคน จะพบแบนเนอร์โครงการฯ ในแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และ "ถุงเงิน" เพียงกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมก็จะสามารถใช้จ่ายหรือรับชำระเงินตามโครงการฯ ได้
1. การเตรียมความพร้อมก่อนการยืนยันสิทธิ
- ประชาชนสามารถติดตั้งและลงทะเบียนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” รวมทั้งสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ (G-Wallet) ได้ด้วยตนเอง หรือรับบริการอำนวยความสะดวกได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2. การยืนยันสิทธิ
- ประชาชน สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 ตุลาคม 2569
- ผู้ประกอบการ สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ โครงการฯ ไม่เปิดรับสมัครร้านค้ารายใหม่
3. การใช้จ่ายของประชาชน
- ประชาชนจะได้รับวงเงินสนับสนุนในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 (2 เดือน) โดยสามารถใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น. และซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยประชาชนสามารถเตรียมเติมเงินเข้า G-Wallet ไว้ล่วงหน้าก่อนวันใช้จ่าย หรือทยอยเติมเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการคลัง ได้กล่าวสรุปผลการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย มียอดใช้จ่ายรวม 171,961.30 ล้านบาท แบ่งเป็น
- ส่วนที่ 1 ประชาชนใช้จ่าย 73,205.32 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 70,271.03 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform 2,934.29 ล้านบาท
- ส่วนที่ 2 รัฐร่วมจ่าย 98,755.99 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 94,979.63 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 3,776.36 ล้านบาท ในส่วนของร้านค้า มีร้านค้าที่ประชาชนใช้สิทธิได้ 1,101,930 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform 106,832 ราย.