"กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค" เตือนผู้ใหญ่ป่วยหลีกเลี่ยงจูบ-หอมเด็ก ลดการติดเชื้อไวรัส RSV พร้อมย้ำวิธีการป้องกัน


วันที่ 3 กันยายน 2569 เฟซบุ๊ก กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค โพสต์ข้อความโดยระบุว่า ผู้ใหญ่ป่วยงดการจูบหรือหอมเด็ก ลดการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ในช่วงนี้หลายคนอาจให้ความสนใจกับโควิด-19 และ ไข้หวัดใหญ่ แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ไม่ควรมองข้าม คือโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV : Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก ซึ่งยังพบการระบาดเป็นประจำทุกปี

RSV ติดต่อได้อย่างไร?

เชื้อไวรัส RSV มี 2 สายพันธุ์ คือ RSV-A และ RSV-B มีระยะฟักตัวประมาณ 2–8 วัน (เฉลี่ย 4–6 วัน) ติดต่อผ่านน้ำมูก น้ำลาย ละอองเสมหะของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า

สถานการณ์ล่าสุด (1 มกราคม – 2 กันยายน 2569) ข้อมูลการเฝ้าระวังล่าสุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 2 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมกว่า 7,595 ราย โดยเกือบสามในสี่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี (5,697 ราย) แม้ว่าภาพรวมของจำนวนผู้ป่วยจะยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณที่บอกเราว่า RSV ยังคงหมุนเวียนอยู่ในชุมชน และเข้าสู่ฤดูกาลระบาดแล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลการตรวจหาเชื้อจากรายงานผลการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และเชื้อสาเหตุโรคติดเชื้อทางเดินหายใจปี 2569 (ระหว่างสัปดาห์ที่ 33 - 34 (9– 22 สิงหาคม 2569) พบว่า จากตัวอย่างผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ส่งตรวจ 276 ราย ตรวจพบเชื้อ RSV 10 ราย (3.6%) โดยในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ พบเชื้อ RSV 2 ราย ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และกลุ่มอายุ 5–17 ปี กลุ่มละ 1 ราย

สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ RSV อาจมีอาการไม่รุนแรง แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการป่วย จึงควรหลีกเลี่ยงการหอมแก้ม อุ้ม หรือใกล้ชิดเด็ก เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ

กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง

  • ทารก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 6 เดือน
  • เด็กคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น

การป้องกัน RSV ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยหรืออยู่ในสถานที่ที่แออัด ทำความสะอาดของเล่นและอุปกรณ์ที่เด็กใช้ร่วมกัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการจูบหรือหอมเด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรค

ปัจจุบันรักษา RSV อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส RSV ที่จำเพาะ การรักษาเป็นการดูแลตามอาการเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มีวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยงตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

ทั้งนี้ อย่าปล่อยให้ตัวเลขเป็นเพียงสถิติ แม้จำนวนผู้ป่วยในปีนี้จะยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สะท้อนว่าขณะนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูกาลระบาด และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น การป้องกันตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงช่วยลดการติดเชื้อในครอบครัว แต่ยังช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข และเป็นการฉีดภูมิคุ้มกันที่เราสามารถทำได้เอง เพื่อปกป้องผู้ที่เปราะบางที่สุดในสังคมได้อีกด้วย เพราะการป้องกันที่ดีที่สุด เริ่มต้นจากการไม่ประมาท และร่วมกันดูแลสุขอนามัยของทุกคน.