นพ.ธนีย์ วิเคราะห์ข้อมูลกรณี “ฮลุน โซโล่” ในมุมมองทางการแพทย์ ยินดีสานต่อความตั้งใจ ร่วมสนับสนุนเด็กคนหนึ่งอยากเรียนหมอ
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า แฟนเพจ Doctor Tany ของ นพ.ธนีย์ ธนียวัน หรือ หมอแทน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดวิกฤตบำบัด และการปลูกถ่ายปอด ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดกรณี “ฮลุน โซโล่” หนุ่มยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งพบว่าเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ในมุมมองทางการแพทย์ จากข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุด
โดยระบุข้อความว่า หลังจากได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องผ่านรายการโหนกระแส ผมคิดว่าข้อมูลชุดนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่สุดเท่าที่เรามีในเวลานี้ จึงอยากนำมาวิเคราะห์ต่อในมุมการแพทย์ว่า อะไรเป็นไปได้ และอะไรควรตรวจเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญคือเรายังไม่ควรด่วนสรุปสาเหตุการเสียชีวิต เพราะยังไม่มีผลชันสูตรที่สมบูรณ์ สิ่งที่ควรทำเร่งด่วนที่สุด ไม่ใช่แค่การนำร่างกลับประเทศไทย
หลายคนกำลังให้ความสำคัญกับการนำร่างของน้องกลับบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในฐานะแพทย์ ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การประสานงานกับทางการประเทศจอร์เจียให้เก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไว้ให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น
- ตัวอย่างเลือด
- ปัสสาวะ
- น้ำวุ้นลูกตา (Vitreous humor)
- น้ำดี
- สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร
- เนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ
- รวมถึงการแช่แข็งตัวอย่าง (Frozen specimen)
เหตุผลคือ หลักฐานหลายชนิดสามารถนำมาตรวจเพิ่มเติมภายหลังได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสารพิษ การตรวจพันธุกรรม หรือการตรวจทางพยาธิวิทยา แต่ถ้าตัวอย่างถูกทำลายหรือไม่ได้เก็บไว้ตั้งแต่แรก หลายอย่างจะไม่สามารถย้อนกลับมาตรวจได้อีกเลย หากมีความจำเป็นต้องฉีดสารรักษาสภาพศพก่อนส่งกลับประเทศ ก็ยังพอตรวจได้บางอย่าง แต่จะทำให้การวิเคราะห์หลายชนิดยากขึ้นกว่าการเก็บตัวอย่างไว้ก่อน
- จากข้อมูลล่าสุด อะไรน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ?
- จากข้อมูลที่เปิดเผย น้องฮลุน อายุเพียง 26 ปี
- ไม่มีโรคประจำตัวที่ครอบครัวทราบ
- ไม่มียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ
- ไม่มีร่องรอยการต่อสู้
- ไม่มีบาดแผล
- ทรัพย์สินอยู่ครบ
- พบร่างอยู่ในลักษณะเหมือนกำลังนอนหลับ
ข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้กลุ่มโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจากพันธุกรรม เป็นสิ่งที่ผมคิดถึงเป็นอันดับต้น ๆ
บรูกาดาซินโดรม (Brugada Syndrome)
นี่เป็นโรคที่คนไทยคุ้นชื่อในคำว่า ไหลตาย โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการทำงานของช่องโซเดียมในหัวใจ ทำให้หัวใจสามารถเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงระหว่างการนอนหลับได้ สิ่งที่น่ากลัวคือ ผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่เคยมีอาการมาก่อนเลย ไม่มีเจ็บหน้าอก ไม่มีเหนื่อย ไม่มีเป็นลม ใช้ชีวิตปกติทุกอย่าง จนกระทั่งหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
โรคนี้พบได้ในคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าหลายภูมิภาคของโลก และสามารถตรวจยืนยันภายหลังได้ด้วย การตรวจพันธุกรรม (Genetic testing) หากมีการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือ DNA ไว้
Long QT Syndrome
อีกโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ Long QT Syndrome โดยเฉพาะบางชนิดที่มักเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะพักหรือกำลังนอนหลับ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการมาก่อนเช่นกัน สามารถเสียชีวิตเฉียบพลันได้ และต้องอาศัยการตรวจยีนร่วมกับการชันสูตรจึงจะวินิจฉัยได้
โรคหัวใจอื่น ๆ ที่ยังเป็นไปได้ แม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็ยังควรตรวจ ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) จากการติดเชื้อไวรัส โรคกล้ามเนื้อหัวใจจากพันธุกรรม (Cardiomyopathy) ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิด
ทั้งหมดนี้สามารถตรวจพบได้จากการชันสูตรและการตรวจเนื้อเยื่อหัวใจ
โรคทางสมองก็ยังเป็นไปได้
อีกโรคหนึ่งที่ต้องนึกถึงคือ หลอดเลือดสมองโป่งพองแตก (Ruptured Cerebral Aneurysm) หลายคนเข้าใจผิดว่าโรคนี้ต้องเป็นคนความดันสูงเท่านั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ คนอายุน้อยที่ไม่มีโรคประจำตัวก็สามารถเป็นได้ บางรายไม่มีอาการนำมาก่อนเลย เมื่อหลอดเลือดแตกขนาดใหญ่ ผู้ป่วยอาจหมดสติทันที และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว การชันสูตรสามารถพิสูจน์สาเหตุนี้ได้ไม่ยาก หากมีการตรวจสมองอย่างละเอียด
เรื่องสารพิษยังตัดทิ้งไม่ได้ แต่ต้องมีหลักฐาน
อีกประเด็นที่หลายคนสงสัยคือสารพิษ สิ่งที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎี เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) ก๊าซฟอสฟีนจากสารกำจัดแมลง ไฮโดรเจนซัลไฟด์จากระบบท่อระบายน้ำ ก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ออกซิเจนในห้องลดลง สารระเหยจากการซ่อมแซมหรือทาสีอาคาร
แต่ต้องย้ำว่า ข้อมูลในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้จริง การพิสูจน์จำเป็นต้องอาศัย การตรวจสารพิษในเลือด การตรวจตัวอย่างจากกระเพาะอาหาร การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจระบบระบายอากาศของโรงแรม การตรวจว่ามีผู้เข้าพักรายอื่นเกิดอาการผิดปกติหรือไม่ ยิ่งเวลาผ่านไป การตรวจสารพิษหลายชนิดจะยิ่งทำได้ยาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเก็บตัวอย่างตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก
ลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด
Pulmonary Embolism ก็เป็นอีกโรคที่อาจเกิดหลังการเดินทางไกลด้วยเครื่องบิน แต่ในคนอายุน้อย แข็งแรง และไม่มีปัจจัยเสี่ยง โอกาสจะค่อนข้างต่ำกว่าสาเหตุอื่น อย่างไรก็ตาม การชันสูตรก็สามารถช่วยยืนยันหรือปฏิเสธโรคนี้ได้
แล้วเรื่องการถูกทำร้ายล่ะ?
จากข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุด ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีบาดแผล ไม่มีทรัพย์สินสูญหาย ไม่พบความเสียหายภายในห้องพัก ข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้ โอกาสถูกทำร้ายร่างกาย หรือชิงทรัพย์ดูมีน้ำหนักน้อยลง แต่แน่นอนว่า หากต้องการให้ชัดเจนที่สุด ก็ยังควรตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งหมดประกอบกัน
สิ่งที่ไม่ควรรีบด่วนสรุป
ผมเห็นหลายประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น วัคซีนโควิด ข่าวลือที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง การเหมารวมว่าประเทศจอร์เจียอันตราย หรือการสรุปว่าเป็นการจบชีวิตตนเอง ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเรื่องเหล่านี้ได้
การแพทย์ต้องอาศัยหลักฐาน ไม่ใช่ความเชื่อ สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้ สิ่งที่ผมหวังมากที่สุด คือ
- ขอผลชันสูตรฉบับเต็ม
- ขอรายงานจากนิติเวช
- ขอเก็บตัวอย่างทุกชนิดไว้
- หากจำเป็น ขอให้มีการตรวจสารพิษเพิ่มเติม
- ตรวจพันธุกรรมหากสงสัยโรคหัวใจทางพันธุกรรม
- หากพบยีนผิดปกติ ควรตรวจสมาชิกในครอบครัวด้วย เพราะบางโรคสามารถป้องกันการเสียชีวิตของญาติคนอื่นได้ หลายครั้ง การหาสาเหตุการเสียชีวิต ไม่ได้ทำเพื่ออดีตเพียงอย่างเดียว แต่ทำเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดียวกันเกิดกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่
สุดท้าย เรายังช่วยฮลุนได้ แม้น้องจะจากไปแล้ว แต่สิ่งที่น้องสร้างไว้ยังคงอยู่
หากใครอยากสนับสนุนครอบครัวของน้อง การรับชมผลงานของน้องผ่านช่องทางที่ถูกต้อง การติดตาม และการช่วยสร้างรายได้ให้ช่อง YouTube ของน้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รายได้ยังคงส่งต่อไปถึงครอบครัวได้ (เสิร์ชหาช่องจริงของน้อง ระวังช่องปลอมที่ดูดคลิปน้องมาใช้หาเงินนะครับ)
นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก ฮลุนเคยให้กำลังใจเด็กคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเรียนแพทย์ แต่ไม่มีทุนทรัพย์ โดยบอกว่า หากวันหนึ่งสอบติดแพทย์ได้ ให้กลับมาติดต่อเขา เขาจะช่วยสนับสนุน แม้น้องจะไม่มีโอกาสทำตามสัญญานั้นด้วยตัวเองแล้ว แต่ถ้าวันหนึ่งเราตามหาเด็กคนนั้นพบ และเขายังคงเดินตามความฝันเดิม ผมเองก็ยินดีที่จะร่วมสนับสนุนต่อในสิ่งที่ฮลุนตั้งใจไว้
สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮลุนอีกครั้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความจริงทั้งหมดจะได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางการแพทย์และนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ทุกคนได้รับคำตอบที่ถูกต้องที่สุด และเพื่อให้การจากไปของน้อง นำไปสู่บทเรียนที่อาจช่วยรักษาชีวิตของใครอีกหลายคนในอนาคต.