“คลัง” ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ให้กลุ่มรถเก่า นศ.นอกระบบ มีชื่อในองค์กรช่วยชุมชน และหลักทรัพย์ที่เปิดไว้โดยไม่มีการซื้อขาย หรือมีมูลค่าต่ำ เสนอ ครม. พิจารณาจันทร์นี้

วันที่ 23 ก.ค. 69 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ,กรมการขนส่งทางบก ,กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ,กรมการปกครอง ,ธนาคารแห่งประเทศไทย และ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม

นายวินิจ ระบุว่าคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงและผ่อนปรนเงื่อนไขโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดของเกณฑ์เดิมและความคลาดเคลื่อนของข้อมูล โดยกระบวนการทั้งหมดจะเน้นการดูแลผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง และเตรียมนำเสนอรายละเอียดทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันจันทร์ (27 ก.ค. 69) ที่จะถึงนี้

เบื้องต้นการปรับปรุงเงื่อนไขหลักเกณฑ์สำคัญครอบคลุม 3 ด้าน ประกอบด้วย รถยนต์ , นักเรียน-นักศึกษา และการมีชื่ออยู่ในกรรมการบริษัท รวมถึงการขอทบทวนสิทธิ์ในกรณีบัญชีหลักทรัพย์

สำหรับการทบทวนเงื่อนไขเรื่องรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเดิมกำหนดเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ผู้ที่มีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ แต่จากการเปิดรับคำร้องอุทธรณ์พบว่า ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาการโอนลอย รถสิ้นสภาพ หรือถูกสวมสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถทราบล่วงหน้าก่อนการพิจารณาได้ 

ที่ประชุมจึงมีมติให้คืนสิทธิ์เบื้องต้นให้ในกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และรถจักรยานยนต์อายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถเก่าในสภาพทรุดโทรมและมีมูลค่าต่ำจอดทิ้งไว้ที่บ้าน 

ย้ำว่าจะต้องเป็นรถที่มีมูลค่าต่ำเท่านั้นถึงจะได้รับคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนรถจักรยานยนต์ถือกรรมสิทธิ์ได้ 2 คัน แต่มีข้อกำหนดว่าในจำนวนนี้ 1 คันจะต้องอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าตั้งแต่ปี 2561 พบว่ามีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจดทะเบียนรถใหม่หรือซื้อรถมือสองกว่า 2.5 ล้านราย ซึ่งกลุ่มนี้จะหลุดเกณฑ์ไม่ได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างแน่นอน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นกรณีรถสิ้นสภาพ โอนลอย หรือถูกสวมสิทธิ์


ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ระบุว่าสำหรับผู้ที่ค้างภาษี ยังไม่ต้องชำระภาษีรถ สามารถยื่นอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ก่อนเลย

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ระบุ ในส่วนของนักศึกษานอกระบบจำนวนราว 2.67 แสนคน ซึ่งอยู่ในการดูแลของ สกร. จะพิจารณาให้ยกเว้นและคืนสิทธิ์ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ให้ หากติดเงื่อนไขดังกล่าวเพียงเกณฑ์เดียว ส่วนเกณฑ์อื่นๆ ยังต้องถูกนำมาพิจารณาเพิ่มเติม เช่น รายได้ , ทรัพย์สินถือครอง คาดว่าจะมีผู้มีรายได้น้อย ได้รับสิทธิ์คืนในกลุ่มนี้ประมาณ 1 แสนคน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติยกเว้นและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม บริษัทประชารัฐรักสามัคคี และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือชุมชนและไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากกลุ่มนี้ประมาณ 15,000 ราย

สำหรับภาพรวมรายชื่อผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบมีชื่อเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท จำนวน 122,324 ราย ในนิติบุคคล 139,804 นิติบุคคล โดยบางรายมีสถานะในนิติบุคคลมากกว่า 1 แห่ง และพบผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปกว่า 10,000 คน และมีกรณีที่บุคคลรายเดียวมีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลมากถึง 126 แห่ง ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะตรวจสอบในรายละเอียดและส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายขยายผล หากพบข้อพิรุธหรือเข้าข่ายเป็นนอมินี

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าชี้แจงและให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ ทั้งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 แห่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้นเข้าไปมีชื่อเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนได้อย่างไร และเตรียมประสานกรมการปกครองเพื่อวางหลักเกณฑ์และเปิดให้ประชาชนสามารถยื่นข้อมูลหรือชี้แจงผ่านที่ว่าการอำเภอได้

ขณะที่กรณีบัญชีหลักทรัพย์ที่เปิดทิ้งไว้โดยไม่มีการซื้อขายหรือมีมูลค่าต่ำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) และธนาคารแห่งประเทศไทย ทางกระทรวงการคลังพิจารณายกเว้นไม่นำมารวมเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์เนื่องจากไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มียอดผู้ยื่นอุทธรณ์ทั่วประเทศจำนวนประมาณ 3.4 ล้านราย ซึ่ง 40% เป็นประเด็นปัญหาเรื่องรถยนต์ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังย้ำเตือนว่ามาตรการทั้งหมดมุ่งช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงโดยไม่ต้องลำบากเดินทางมาที่ส่วนกลาง ขณะที่ผู้ที่มีฐานะหรือมีทรัพย์สินมูลค่าสูงรวมถึงผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ใหม่จะไม่ได้รับสิทธิ์และจะถูกคัดออกตามระเบียบเดิมอย่างเคร่งครัด