“ครูทราย” เล่านาทีสะเทือนใจ วินาทีสามีหมดสติ ลูกกอดขาตลอดเวลา กังวลโรงพยาบาลไล่ออก แต่ไม่เปิดชื่อแพทย์ จนคนกลัวว่าจะเจอแจ็คพอต หลังเสร็จงานศพ เตรียมเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม
กลายเป็นอุทาหรณ์สะเทือนใจในสังคม หลัง “ครูทราย” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ออกมาร้องขอความเป็นธรรมจากการสูญเสียสามีวัยเพียง 30 ปี หลังเข้ารักษาด้วยอาการแน่นหน้าอก เหงื่อแตก แต่กลับถูกหมอปัดตกความกังวล วินิจฉัยเพียงตาเปล่า ไม่จับตัว ไม่ตรวจเลือด จนสายเกินแก้ และทำให้สามีเสียชีวิตฉับพลันจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ล่าสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมฝ่ายกฎหมาย จ่อฟ้องอาญาหมอผู้รักษาในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมเตือนสติบุคลากรทางการแพทย์ "ถ้าไม่รู้จักจรรยาบรรณ... คุณต้องรู้จักกรมราชทัณฑ์"
จากกรณีมีการเผยแพร่เรื่องราวของ น.ส.เบญญาภรณ์ พานเพชร หรือ “ครูทราย” ครูและอินฟลูเอนเซอร์ชาว จ.ราชบุรี ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหลังสูญเสียสามีวัย 30 ปี โดยเชื่อว่าการเสียชีวิตครั้งนี้ อาจป้องกันได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม ตั้งแต่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาล
ล่าสุด วันนี้ (20 ก.ค. 69) เวลา 15.00 น. น.ส.เบญญาภรณ์ พานเพชร หรือ “ครูทราย” เปิดเผยความรู้สึกและความคืบหน้าถึงกรณีดังกล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้เดินทางมาร่วมงานศพ และกล่าวขอโทษต่อครอบครัว พร้อมระบุว่าไม่ติดใจเรื่องที่ตนโพสต์ลงโซเชียล อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ยืนยันว่าได้ให้แพทย์ผู้เกี่ยวข้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลแล้ว แต่เรื่องที่ครูทรายยังคงกังวลคือ “การไม่เปิดเผยชื่อแพทย์” ผู้ทำการรักษา โดยครูทรายชี้ว่า ทางโรงพยาบาลควรเป็นผู้เปิดเผยชื่อเอง ไม่ควรรักษาความลับจนสร้างความวิตกกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ที่ต่างเกรงว่าจะไปเข้ารับการรักษากับแพทย์คนดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว
...
ครูทราย เล่าว่า ในวันที่สามีเกิดอาการแน่นหน้าอก เหงื่อแตกพรั่ก แขนล้า ซึ่งตนและญาติที่เป็นพยาบาล รวมถึงการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นต่างสงสัยว่าอาจเป็น “โรคหัวใจ” จึงพยายามขอให้แพทย์ตรวจเช็กอย่างละเอียด
ทว่า แพทย์อายุรกรรมท่านดังกล่าวกลับวินิจฉัยเพียงด้วยตาเปล่า ไม่ได้ตรวจฟังเสียงหัวใจ ไม่จับตัว และปฏิเสธการตรวจเลือด โดยอ้างว่าผู้ป่วยเพิ่งรับประทานขนมปังไป 1 ชิ้นในช่วงเช้า อีกทั้งยังใช้การพูดคุยในลักษณะ "จิตวิทยา" ปัดตกความกังวลของญาติ จนทำให้สูญเสียโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที และแพทย์คนดังกล่าวได้ยอมรับเองว่า “วินิจฉัยผิดพลาดจริง” เนื่องจากเห็นว่าผู้ป่วยยังมีอายุยังน้อย
ครูทราย กล่าวด้วยน้ำตาถึงความสะเทือนใจที่สุดว่า สามีของเธอรักลูกมาก และวินาทีสุดท้ายก่อนหมดสติ สามียังคงเล่นอยู่กับลูก โดยมีลูกคอยกอดขาอยู่ตลอด และสิ่งที่ตนรับไม่ได้ที่สุดคือ สามีไม่ได้เห็นลูกเติบโต และเขาจากไปโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นโรคอะไร เพราะเขาเชื่อคำพูดของหมอที่บอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร แต่เมียเป็นประสาท คนที่จากไปอาจไม่รับรู้แล้ว แต่คนที่เหลืออยู่เหมือนตายทั้งเป็น อยากฝากเป็นอุทาหรณ์ถึงวงการแพทย์ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาโจมตีบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด เพราะเข้าใจดีว่าแพทย์ที่ดีและเก่งยังมีอยู่อีกมาก ตนเคยได้รับการรักษาจนหายดีจากแพทย์ท่านอื่นมาแล้ว แต่เหตุการณ์นี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์แก่แพทย์บางท่าน ให้เปิดใจรับฟังเสียงของผู้ป่วยและญาติมากขึ้น
ทั้งนี้ มีหลายหน่วยงานและทีมทนายความเข้ามาให้การช่วยเหลือทางกฎหมาย ซึ่งตนจะขอจัดการงานศพของสามีให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ด้าน นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีเพื่อตรวจสอบสถานพยาบาลดังกล่าวแล้ว ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ทั้งในส่วนของมาตรฐานสถานที่ เจ้าของสถานพยาบาล และมาตรฐานการตรวจรักษาของแพทย์ และเมื่อ สบส. สรุปข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว จะส่งเรื่องต่อให้แพทยสภา พิจารณาโทษทางจริยธรรมและวิชาชีพโดยเร็วที่สุด ซึ่งมีโทษตั้งแต่การพักใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
จากการสันนิษฐานเบื้องต้น คาดว่ากรณีนี้เข้าข่าย “การรักษาที่ผิดมาตรฐานและจริยธรรมทางการแพทย์” หรือเข้าข่ายความชุ่ย เนื่องจากผู้ป่วยเข้ามาด้วยอาการสำคัญ คือ “แน่นหน้าอก” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคหัวใจ ตามมาตรฐานการรักษา แพทย์จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจอย่างถี่ถ้วน เช่น การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับเอนไซม์หัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่เมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงนำไปสู่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และเสียชีวิตในที่สุด
เบื้องต้น ญาติผู้เสียชีวิตได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในข้อหา “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โดยฝ่ายกฎหมายจะเข้าช่วยเหลือควบคุมคดีร่วมกับทีมทนายความอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น ขอเตือนสติบุคลากรทางการแพทย์ว่า “ถ้าไม่รู้จักคำว่า “จรรยาบรรณวิชาชีพ” คุณต้องรู้จักคำว่า “กรมราชทัณฑ์” เพราะมีหลายคนต้องติดคุกเพราะความประมาทเลินเล่อเช่นนี้มาแล้ว หากบุคลากรหรือแพทย์คนใดไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ หรือมีปัจจัยด้านอายุ หลงๆ ลืมๆ จนไม่สามารถรักษามาตรฐานวิชาชีพได้ ก็ควรไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนอีก
ขณะที่ รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี หรือ หมอหมู ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มศว. ได้เปิดเผยถึงผลการชันสูตรว่า ผู้เสียชีวิตมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจเต้นผิดจังหวะจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยอาการดังกล่าวเชื่อมโยงกับข้อมูลจากภรรยาผู้เสียชีวิต ที่ระบุว่าผู้ป่วยไม่ได้เพิ่งมีอาการ แต่มีอาการเจ็บหน้าอก เหงื่อออก ใจสั่น ร้าวลงแขนและกราม มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจขาดเลือด
อย่างไรก็ตาม เกิดข้อกังขาสำคัญเนื่องจากในเช้าวันเกิดเหตุ ผู้ป่วยได้เดินทางไปโรงพยาบาลด้วยอาการดังกล่าว แต่กลับไม่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือตรวจเอนไซม์ในเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคหัวใจ แต่ได้รับการตรวจเฉพาะเรื่องข้อและกระดูก ก่อนจะได้รับเพียงคำแนะนำและให้กลับบ้านโดยไม่มีการรักษาโรคหัวใจแต่อย่างใด
ในประเด็นกระบวนการรักษานั้น จำเป็นต้องมีการสืบค้นข้อเท็จจริงอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นในขั้นตอนการคัดกรองและตรวจรักษา ทำไมจึงไม่มีการตรวจเช็กในจุดที่ควรสงสัย ทั้งที่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายไม่สูง (ประมาณ 300–1,000 บาท)
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแพทย์ผู้ตรวจ ซึ่งเป็นแพทย์ พาร์ตไทม์ (Part-time) และมีอายุถึง 72 ปีนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เรื่องอายุไม่ควรถือเป็นตัวตัดสินศักยภาพในการรักษา” แต่โรงพยาบาลควรมีเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินประสิทธิภาพของแพทย์ผู้สูงอายุ เช่น การตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการตรวจสติสัมปชัญญะหรือสมอง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
สำหรับเรื่องการเปิดเผยชื่อแพทย์หรือการดำเนินคดี ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมและการสอบสวนของแพทยสภา รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัด จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้จนกว่าจะมีผลตัดสินที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ได้มีคำแนะนำถึงประชาชนหรือผู้ป่วยว่า หากรู้สึกว่าตนเองมีอาการสุ่มเสี่ยง และยืนยันอาการป่วยแก่แพทย์แล้ว แต่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสม ทางเลือกหนึ่งในเบื้องต้นคือ การตัดสินใจย้ายหรือเปลี่ยนสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจจากแพทย์ท่านอื่นทันท่วงที
พร้อมกันนี้ ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงกระแสในโซเชียลมีเดียบางส่วนที่ระบุต่อการสูญเสียและการแสดงออกของคุณทรายนั้น มองว่าการแสดงออกและความเสียใจของเธอนั้นเป็นเรื่องปกติของคนที่สูญเสียคนในครอบครัว พร้อมชมเชยว่าเธอยังคงมีสติและลำดับเหตุการณ์ได้ดีแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ทำใจยากลำบาก