อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แจงดราม่าผลักดัน "พลายสาริกา" เหตุช้างมีอาการตกมัน ยันใช้ประกายไฟในระยะปลอดภัย พร้อมปรับแนวทางการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น


จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ต่อภาพและคลิปเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ผลักดัน "พลายสาริกา" ช้างป่าบริเวณบ้านสาริกา หมู่ 3 ทางเข้าน้ำตกสาริกา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 

ล่าสุด (20 ก.ค. 69) นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมกล่าวขอโทษประชาชนที่รู้สึกไม่สบายใจจากภาพเหตุการณ์ดังกล่าว

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อธิบายว่า บุคคลในภาพที่ใช้อุปกรณ์ประกายไฟคือเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังช้างป่า ส่วนระยะห่างระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับช้างที่ดูใกล้ชิดในคลิปนั้น แท้จริงเป็นผลจากมุมกล้องที่ทำให้ระยะดูสั้นกว่าความเป็นจริง โดยระยะปฏิบัติงานจริงยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตลอดเหตุการณ์ ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ ขอบคุณสำหรับข้อสังเกตจากสังคม และจะนำไปเป็นบทเรียนปรับวิธีสื่อสารและวางแนวปฏิบัติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยังได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียดรอบด้าน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยผลการตรวจสอบจะถูกนำมาเปิดเผยและใช้ประกอบการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานต่อไป

ด้าน นายสถาพร ธีระวัฒน์ หัวหน้าเขตจัดการอุทยานแห่งชาติที่ 6 ให้ข้อมูลเชิงวิชาการว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้มีการผลักดันช้างพลายสาริกาอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วง 2 เดือนนี้ พลายสาริกามีอาการตกมัน ทำให้ช้างก้าวร้าวขึ้น การรับรู้สิ่งแวดล้อมลดลง และพร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งกีดขวางง่ายกว่าปกติ การใช้วิธีผลักดันแบบอ่อนโยนหรือใช้สิ่งกีดขวางเบาที่เคยได้ผลจึงอาจไม่เพียงพอ

...

สำหรับสถานการณ์ในวันเกิดเหตุ พลายสาริกาได้ชักชวนช้างป่าในพื้นที่รวมกว่า 20 ตัว เคลื่อนตัวบุกเข้าไปในสวนทุเรียนของราษฎร สร้างความเสียหายและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ประกอบกับพลายสาริกาอยู่ในภาวะตกมัน ซึ่งมีแนวโน้มก้าวร้าวสูงกว่าปกติ เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องผลักดันฝูงช้างออกจากพื้นที่ชุมชนโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะขยายวงกว้างและลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ในวันเกิดเหตุ ขณะช้างกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้เขตชุมชน เจ้าหน้าที่จึงเลือกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแทนอุปกรณ์เสียงดัง เพราะไม่มีเสียงระเบิดที่จะกระตุ้นให้ช้างตื่นตระหนกรุนแรงหรือกระทบระบบการได้ยิน เพื่อดึงความสนใจทางสายตาในระยะสั้นและหยุดจังหวะการเดินหน้าของช้างเท่านั้น ยืนยันว่าไม่ก่อให้เกิดบาดแผลหรืออันตรายทางกายภาพต่อช้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ ได้แต่งตั้งกรรมการเพื่อสอบข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าว พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ และเครือข่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ปรับแนวทางให้เหมาะสมต่อไป โดยเน้นการเฝ้าระวังล่วงหน้า รวมถึงประเมินความเสี่ยงและเส้นทางเคลื่อนที่ของพลายสาริการ่วมกับนักวิชาการสัตว์ป่าเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนเพิ่มความร่วมมือกับชุมชนในการจัดการแหล่งอาหารล่อใจ เพื่อลดโอกาสที่ช้างจะออกนอกเขตป่า ต่อไป

ขณะที่ทางเพจ ที่นี่นครนายก ได้แคปข้อความ จากเพจ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครนายก ได้โพสต์ชี้แจง “จากกรณีดังกล่าว นายอำเภอเมืองนครนายก ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้ว จึงขอนำเรียนข้อมูลและข้อเท็จจริง ดังนี้

1) จากเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อประชาชนเป็นอย่างสูงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจมีความไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจของทุกท่าน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงาน รวมทั้งกำชับและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อผิดพลาด และให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างดีที่สุดต่อไป

2) อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตนำเรียนข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุว่า เจ้าหน้าที่อาสาฯ ของกรมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้พบช้างพลายสาริกาอยู่ในภาวะตกมัน และกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณหมู่บ้าน จึงได้ดำเนินการผลักดันช้างให้เปลี่ยนเส้นทางและกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า เพื่อป้องกันมิให้ช้างเข้าใกล้ชุมชน ในการดำเนินการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ใช้ไฟเย็น ซึ่งมีเพียงประกายไฟและไม่มีเสียง โดยโยนไปยังบริเวณที่อยู่ห่างจากตัวช้างในระยะที่เหมาะสม(ห่างพอสมควร)เพื่อใช้ในการผลักดันให้ช้างเปลี่ยนเส้นทาง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ช้างพลายสาริกาไม่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ อำเภอเมืองนครนายกและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต้องขออภัยต่อภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจหรือความรู้สึกไม่สบายใจ และจะกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ควบคู่กับการดูแลและสวัสดิภาพของช้างป่าเป็นสำคัญ”