ทำความรู้จัก "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน" สาเหตุเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย เช็กสัญญาณเตือน หากถ้ามีอาการให้โทร 1669 ทันที จนท.จะเข้าไปรับพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือ ย้ำรักษาทัน โอกาสรอดสูง
วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก สถาบันโรคทรวงอก โดย นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome หรือ ACS) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและทั่วโลก ยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไหร่ กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสียหายน้อยลงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาถึงมือแพทย์ช้าเกินไป หรือถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นอาการเครียด วิตกกังวล หรือปวดกล้ามเนื้อธรรมดา ทั้งที่จริงแล้วหัวใจกำลังขาดเลือดอยู่ ประชาชนทั่วไปและผู้ที่กำลังดูแลคนใกล้ตัว ควรเข้าใจสัญญาณเตือน แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถไปโรงพยาบาลให้ทัน ดังนี้
...
หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันคืออะไร
หัวใจของเราเลี้ยงด้วยหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) 3 เส้นหลัก เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดจนหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ จะเรียกว่า "หลอดเลือดหัวใจตีบ" และหากคราบไขมันนั้นแตกออกกะทันหัน ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดมาอุดตันจนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ เกิดเป็น "ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน" หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "หัวใจวาย" ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษา
อาการแสดงของ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ"
อาการที่พบบ่อยและควรนึกถึงหัวใจขาดเลือดเป็นอันดับแรก ได้แก่ แน่น หนัก อึดอัด หรือบีบรัดที่กลางหน้าอก มักไม่ใช่อาการเจ็บแปลบแบบเข็มแทง แต่เป็นความรู้สึก "อึดอัด" หรือ "เหมือนมีของหนักทับ" ร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลังโดยเฉพาะแขนซ้าย เหงื่อแตกโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับอาการหน้าซีด ตัวเย็น เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเมื่อออกแรง คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน บางรายมีเพียงอาการนี้โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน อาการเป็นต่อเนื่องมากกว่า 15-20 นาที และไม่ดีขึ้นด้วยการพัก
อาการที่ "ไม่ชัดเจน" แต่ต้องระวัง
โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน แต่อาจมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอกเล็กน้อย อ่อนเพลียมาก โดยไม่มีสาเหตุ
หากมีอาการเหล่านี้ในผู้ที่มีความเสี่ยง ควรไปพบแพทย์ทันที อายุน้อยไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ปัจจัยเสี่ยงไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความเครียด กรรมพันธุ์ และโรคอ้วน สามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้ในคนอายุ 30 ต้น ๆ เช่นกัน ดังนั้นถ้าสงสัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ควรทำ EKG 12 leads เพื่อการวินิจฉัย
แนวทางการวินิจฉัย "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ"
เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับภาวะหัวใจขาดเลือด มาตรฐานการดูแลที่เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ ได้แก่
1. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) ภายใน 10 นาทีแรกที่มาถึงห้องฉุกเฉิน เป็นการตรวจที่ทำง่าย รวดเร็ว และให้ข้อมูลสำคัญมากต่อการวินิจฉัย
2. เจาะเลือดดูค่าเอนไซม์หัวใจ (Troponin) เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายหรือไม่ อาจต้องเจาะซ้ำห่างกันตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะค่าอาจยังไม่ขึ้นในชั่วโมงแรก ๆ
3. ซักประวัติอย่างละเอียด ลักษณะอาการ ระยะเวลา ปัจจัยกระตุ้น ปัจจัยเสี่ยง (ไขมันสูง ความดันสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว)
4. ตรวจร่างกายพื้นฐาน รวมถึงการฟังเสียงหัวใจและปอด วัดสัญญาณชีพ
5. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) สามารถทำได้ข้างเตียงผู้ป่วย เป็นการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ไม่เจ็บ สามารถช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการวินิจฉัยรวมถึงการวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ได้ด้วย รวมถึงอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด
ประเด็นสำคัญ EKG ทำได้ทันที เป็นการตรวจแรกที่ควรทำเมื่อสงสัยภาวะนี้ หากอาการเข้าข่ายชัดเจนแต่ยังไม่แน่ใจ แพทย์ควรพิจารณาส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ หรือรับไว้สังเกตอาการ
แนวทางการรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของภาวะหัวใจขาดเลือด แบ่งกว้าง ๆ ได้ดังนี้
1. การรักษาเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน
ให้ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน) เพื่อลดการขยายตัวของลิ่มเลือด ให้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาลดความเจ็บปวด และออกซิเจนตามความจำเป็น ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง
2. การรักษาเฉพาะทาง
การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน/ใส่ขดลวด (PCI) เป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยที่มีการอุดตันชัดเจน ยิ่งทำเร็วยิ่งลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ
- การให้ยาละลายลิ่มเลือด ในกรณีที่ไม่สามารถทำ PCI ได้ทันเวลา
- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG หรือบายพาส) ในรายที่มีการตีบหลายเส้นหรือมีความซับซ้อนสูง
การดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา
การรักษาหัวใจขาดเลือดไม่ได้จบแค่ในโรงพยาบาล แต่ต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และยาควบคุมความดัน ห้ามหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว
- ปรับพฤติกรรม งดสูบบุหรี่ ลดอาหารไขมันสูงและเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์
- ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อย่างเคร่งครัด
- เข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) หากมี เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายอย่างปลอดภัย
ข้อควรปฏิบัติ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการแน่นหน้าอกที่เข้าข่ายข้างต้น อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน หากมีอาการเข้าข่าย ให้รีบโทรสายด่วน 1669 สายด่วนแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน บนรถฉุกเฉินที่มีเครื่องมือ ทีมกู้ชีพสามารถส่งข้อมูลให้หมอหัวใจเตรียมห้องสวนหัวใจรอได้ทันที ระหว่างนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
การสวนหัวใจเพื่อบอลลูนขยายหลอดเลือด (Primary PCI) เป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด ควรทำให้สำเร็จภายใน 120 นาที (2 ชั่วโมง) นับจากวินิจฉัย หากโรงพยาบาลนั้นมีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ แต่ถ้าไปถึงโรงพยาบาลที่มีความพร้อมอยู่แล้ว สามารถทำภายใน 90 นาที
การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic Therapy) ในกรณีที่โรงพยาบาลนั้นไม่มีเครื่องมือสวนหัวใจ และไม่สามารถส่งตัวไปโรงพยาบาลใหญ่ได้ทันใน 120 นาที แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดแทน โดยต้องให้ยาภายใน 10-30 นาที นับจากตัดสินใจรักษา
สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจ ทุกเวลาที่เสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่กรามหรือแขนซ้าย มีเหงื่อแตกโชก เหมือนจะเป็นลม อย่ารอดูอาการ ให้รีบโทร 1669 เพื่อโรงพยาบาลทันที ยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น