สรุปให้ครบ! คนผ่านเกณฑ์ "โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569" ยืนยันตัวตนเสร็จแล้ว เงินเข้าวันไหน และใช้สิทธิกับอะไรได้บ้าง

ภายหลังจาก "กระทรวงการคลัง" ได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติตาม "โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569" สำหรับผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิทั้งรายเดิมและกลุ่มผู้ตกสำรวจฯ ที่ลงทะเบียนโดยกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร

ขณะที่ผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย โดยผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. ผู้มีบัตรฯ เดิม จะสามารถเริ่มใช้สิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

2. ผู้ผ่านคุณสมบัติใหม่ จะต้องยืนยันตัวตน (e - KYC) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่งข้างต้นก่อน จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ช่องทางยืนยันตัวตน (e - KYC) สำหรับรายใหม่ผู้ได้สิทธิ "บัตรคนจน 2569"

สำหรับผู้ผ่านเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 "รายใหม่" ทุกรายจะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) สามารถยืนยันตัวตนได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

1. แอปพลิเคชันเป๋าตัง : ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570 

2. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร 

  • ธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570 
  • ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 – 14 ตุลาคม 2569

...

ทั้งนี้ ผู้ผ่านเกณฑ์ที่ต้องการมอบอำนาจทุกราย ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) สามารถยืนยันตัวตนได้ที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารเท่านั้น

"โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569" เงินเข้าวันไหน เริ่มใช้สิทธิได้เมื่อไร

หลังประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้สิทธิ "โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569" ผู้มีบัตรฯ เดิม จะสามารถเริ่มใช้สิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป 

ส่วนผู้มีบัตรฯ รายใหม่ จะต้องทำตามขั้นตอนซึ่งมีไทม์ไลน์ ดังนี้ 

  • วันที่ 17 กรกฎาคม 2569  – 12 มกราคม 2570 ยืนยันตัวตน (e-KYC)
  • วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 ยื่นขอทบทวนสิทธิ 
  • วันที่ 17 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2569 กรณีแก้ไขเอกสารในการขอทบทวนสิทธิ
  • วันที่ 21 กันยายน 2569 ประกาศผลการทบทวนสิทธิ
  • วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผู้เริ่มใช้สิทธิฯ สำหรับผู้ที่ผ่านการพิจารณาฯ รายใหม่ และผู้ผ่านทบทวนสิทธิ 

ทั้งนี้ หากเป็นผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจะได้รับสิทธิของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทนสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) 

ดังนั้น หากเป็นบุคคลดังกล่าว ขอให้รีบยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนับแต่วันประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569) โดยสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ หากไม่มีการยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ก็จะถูกตัดสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เช่นเดียวกัน

"บัตรคนจน 2569" ผู้ได้สิทธิและยืนยันตัวตนแล้ว จะได้สวัสดิการอะไรบ้าง

ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้ว จะได้รับสวัสดิการต่างๆ ดังนี้

1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน 

2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม จากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน 

3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่ 

  • รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 
  • รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 
  • รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด 
  • รถไฟ 
  • รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร 
  • รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน 
  • รถสองแถวรับจ้าง 
  • เรือโดยสารสาธารณะ โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ 

4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด 

5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด.


อ้างอิง : เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th