"สามารถ" อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ไขข้อข้องใจ "ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว" แค่ 5 นาทีรถดับเพลิงมาถึง แต่เหตุใดจึงยังเกิดโศกนาฏกรรม


จากกรณี เกิดเหตุไฟไหม้ร้าน "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" เมื่อเวลา 23.57 น. วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ขณะที่ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ไขข้อสงสัยเรื่อง "แค่ 5 นาทีรถดับเพลิงก็มาถึง แต่เหตุใดจึงยังเกิดโศกนาฏกรรม" ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า 

"โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกท่าน 

แต่เมื่อความโศกเศร้าค่อยๆ คลี่คลาย สิ่งที่สังคมไทยควรถามต่อไม่ใช่เพียงว่าใครผิด หากแต่คือเหตุใดโศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงเกิดขึ้น และเราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก หลายคนตั้งคำถามว่า รถดับเพลิงเดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก แล้วเหตุใดจึงยังเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่

คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของรถดับเพลิง แต่อยู่ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกหลังเกิดเพลิงไหม้ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก แต่เสียชีวิตจากการสำลักควัน

ในทางวิศวกรรมอัคคีภัย เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับกันมานาน เพราะเมื่อไฟลุกลามขึ้นเพดาน ควันร้อนและก๊าซพิษจะกระจายไปทั่วอาคารอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นทางหนี ขาดออกซิเจน และอาจหมดสติภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที กล่าวอีกนัยหนึ่ง ควันคือฆาตกรที่มองไม่เห็น นั่นคือเหตุผลที่แม้เจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว ก็อาจสายเกินไปสำหรับบางชีวิต

...

ดังนั้น บทเรียนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การทำให้รถดับเพลิงวิ่งเร็วขึ้น แต่คือการทำให้อาคารทุกแห่งที่มีผู้คนจำนวนมาก ต้องสามารถหนีเพลิงไหม้ออกมาได้ด้วยตนเองในช่วงนาทีแรกของเหตุการณ์

อีกประเด็นที่น่าคิด คือสถานที่แห่งนี้เคยผ่านการตรวจ มีทางหนีไฟ มีไฟฉุกเฉิน และมีป้ายบอกทางครบถ้วน แต่ในวันเกิดเหตุกลับพบว่ามีสิ่งของกีดขวางทางหนีไฟ นั่นแสดงว่าอาคารที่ผ่านการตรวจ ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย มาตรฐานความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ใช่สภาพของอาคารในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจ แต่คือสภาพของอาคารในทุกวันที่ประชาชนเข้าไปใช้บริการ

ในฐานะอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง และต้องปิดช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย เช่น ควรมีการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ ควรดำเนินการอย่างจริงจังกับการกีดขวางทางหนีไฟ 

ที่สำคัญควรทบทวนกฎหมายให้ใช้ระดับความเสี่ยงของกิจการเป็นเกณฑ์ มากกว่าชื่อประเภทกิจการ เพราะร้านอาหารที่มีดนตรีสด ผับ บาร์ หรือโรงเบียร์หลายแห่ง มีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงไม่แตกต่างกันมากนัก หลายประเทศเคยเผชิญโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกัน และใช้ความสูญเสียครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบความปลอดภัยครั้งใหญ่ ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงค่อยลงมือแก้ไข

สุดท้ายอยากฝากถึงผู้ประกอบการทุกคนว่า ใบอนุญาตเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด และอยากฝากถึงหน่วยงานของรัฐทุกแห่งว่า เป้าหมายของการตรวจ ไม่ใช่เพื่อให้สถานประกอบการผ่าน แต่เพื่อให้ประชาชนทุกคนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ไม่ได้สอนเราว่า รถดับเพลิงต้องวิ่งเร็วขึ้น แต่สอนเราว่า ระบบความปลอดภัยของอาคารต้องดีกว่านี้ เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ทุกวินาทีมีค่า และในหลายกรณี นาทีแรกคือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตาย".

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte