"นพ.ตวงสิทธิ์ สุนทรพินิจ" ย้ำแซ่บได้ แต่ต้องไม่เสี่ยง เผยอาการ "พยาธิใบไม้ในตับ" ต้นเหตุมะเร็งท่อน้ำดี แนะปรับพฤติกรรมการกินเพื่อให้สุขภาพตับยืนยาว ออกกำลังกาย และตรวจคัดกรองเป็นประจำ

วันที่ 7 ก.ค. 69 ท่ามกลางกระแสความนิยมอาหารพื้นถิ่นของชาวอีสาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความจัดจ้าน และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ภายใต้ “ความแซ่บ” ของเมนูโปรดอย่างลาบ ก้อย หรือกุ้งเต้น ฯลฯ หลายคนอาจมองข้าม “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนตัวอยู่ ซึ่งล่าสุด มีกระแสข่าวว่า ตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับ ในนิสิตใหม่ ม.มหาสารคาม กว่า 4,000 ราย ซึ่งอาจปนเปื้อนมาในปลาร้า หรือปลาดิบมีพยาธิ 

จากการพูดคุยกับ นพ.ตวงสิทธิ์ สุนทรพินิจ ศัลยแพทย์เฉพาะทางตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลวัฒนา จ.อุดรธานี ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี เผยให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ทำไมภาคอีสานถึงถูกเรียกว่าเป็น “Capital of Cholangiocarcinoma” หรือเมืองหลวงของมะเร็งท่อน้ำดีของโลก


นพ.ตวงสิทธิ์ เผยว่า ในฐานะแพทย์ที่ต้องผ่าตัดมะเร็งตับและท่อน้ำดีอยู่เป็นประจำ สิ่งที่พบเสมอคือความน่าเสียดาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ในวันที่โรคเดินทางไปถึงระยะสุดท้ายแล้ว เพราะความประมาทที่เราสะสมพฤติกรรมบางอย่างมานานนับสิบปี โดยเฉพาะเรื่องพยาธิใบไม้ในตับที่คุ้นเคยกันดี แต่มักละเลยการป้องกัน

...

ทั้งนี้ "พยาธิใบไม้ในตับ" เปรียบเสมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำลายสุขภาพตับโดยที่ไม่มีอาการเตือนในระยะแรก เนื่องจากพยาธิไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเฉียบพลันทันทีที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กระบวนการทำลายล้างเกิดขึ้นจากการที่พยาธิเข้าไปฝังตัวและชอนไชอยู่ภายในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอักเสบที่สะสมมานานหลายปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ และจะเริ่มปรากฏอาการเมื่ออายุเข้าสู่วัย 50-60 ปี ซึ่งมักจะเป็นระยะที่โรคพัฒนาไปไกลแล้ว 

สำหรับอาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ อาการปวดท้อง ซึ่งมักเกิดจากท่อน้ำดีอุดตัน, ภาวะดีซ่าน ผิวหนังและดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเนื่องจากสารสีเหลืองคั่งในร่างกาย ส่งผลให้มีอาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง, ปัญหาระบบทางเดินอาหาร เบื่ออาหารอย่างรุนแรง น้ำหนักลดฮวบโดยไม่มีสาเหตุ ร่างกายอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม หากอาการเหล่านี้ดำเนินไปจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จะถือเป็นภาวะวิกฤตที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้


นพ.ตวงสิทธิ์ เผยต่อว่า นอกจากพยาธิใบไม้ในตับแล้ว ระบบตับและทางเดินน้ำดียังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ทำร้ายตับอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) หลายคนเข้าใจว่าความอ้วนเป็นเรื่องภายนอก แต่ในความเป็นจริง หากเรารับประทานอาหารที่ให้พลังงานเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญได้ (เช่น ทาน 3,000 แคลอรี่ แต่เบิร์นออกได้เพียง 2,000) พลังงานส่วนเกิน 1,000 แคลอรี่นั้นจะไปพอกตัวที่ตับ ทำให้ตับเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด, การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสังสรรค์หรือความคุ้นชินจากการดื่มทุกวัน พฤติกรรมนี้เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำลายเซลล์ตับ, ไวรัส B และ C เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายเนื้อตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย เพราะการไม่ขยับร่างกายทำให้ร่างกายไม่สามารถจัดการกับไขมันส่วนเกินที่เข้าสู่ระบบได้ดีพอ

นพ.ตวงสิทธิ์ เผยถึงทางรอดเมื่อพบมะเร็ง ว่า หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเป็นมะเร็งตับหรือท่อน้ำดีแล้วจะไม่มีทางรักษา แต่ในความเป็นจริง “ระยะของโรค” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด หากเราตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1-3) แพทย์สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคที่ทันสมัยทั้งการผ่าตัดแบบเปิดและการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งผลการรักษาในกลุ่มที่ผ่าตัดได้มีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 60% ในช่วง 5 ปีหลังจากผ่าตัด และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ


อย่างไรก็ตาม สำหรับมะเร็งระยะสุดท้าย การรักษาจะเน้นไปที่การประคับประคอง เช่น การระบายน้ำดีที่อุดตันและการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อชะลอการลุกลามของโรค

ทั้งนี้ นพ.ตวงสิทธิ์ ยังแนะนำวิธีที่ช่วยให้สุขภาพตับยืนยาว ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน รับประทานอาหารที่ปรุงสุก 100% โดยเฉพาะเมนูจากปลาน้ำจืดและปลาร้า แม้รสชาติจะเปลี่ยนไปแต่ปลอดภัยต่อชีวิตแน่นอน, ดูแลสมดุลพลังงาน ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ, ดื่มอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและต่อเนื่อง และตรวจคัดกรองเป็นประจำ สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นประจำ อย่ารอให้มีอาการป่วยรุนแรงแล้วค่อยมาพบแพทย์ เพราะการป้องกันและการคัดกรอง คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิต