เปิดเมนูเสี่ยง "พยาธิใบไม้ตับ" เชื่อมโยง "โรคมะเร็งท่อน้ำดี" เช็กอาการป่วยระยะเริ่มแรก-ปานกลาง-รุนแรง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน
จากกรณีประชาชนกำลังให้ความสนใจข่าวการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" หลังจากที่ สสจ.มหาสารคาม ได้นำเสนอถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ จ.มหาสารคาม พบว่า จากการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ไปจำนวน 20,000 คน พบว่ามีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 11%
ในขณะที่มีการตรวจคัดกรองนักศึกษาใหม่ที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2569 โดยมีการตรวจนิสิตใหม่ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 12,700 กว่าคน พบว่ามีคนติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากถึง 4,233 คน คิดเป็น 33% ในขณะที่มีการตรวจคัดกรองนักศึกษาใหม่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จำนวน 1,922 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจำนวน 380 ราย หรือคิดเป็น 19% ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
สำหรับ โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ โรคนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งท่อน้ำดีในคนไทย
อาการระยะเริ่มแรก "โรคพยาธิใบไม้ตับ"
- แน่นท้อง ท้องอืด
- ปวดหลัง อ่อนเพลีย
- ผอมลง เบื่ออาหาร
- เจ็บในท้องบริเวณใต้ชายโครง ใต้ลิ้นปี่
- ออกร้อนที่หน้าท้องชายโครงขวาและหลัง
- ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
อาการระยะปานกลาง
- ตับโต
- ถุงน้ำดีโต
- ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
อาการระยะรุนแรง
- มีไข้
- น้ำหนักลด
- ท้องมาน
- เท้าบวม
- ตับโตและกดเจ็บ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- อุจจาระสีซีดหรือเทา
- ปัสสาวะสีเข้ม
...
ทั้งนี้ ทางเดินท่อน้ำดีโป่งพอง เกิดเป็นมะเร็งท่อน้ำดี หรือเชื้อโรคจากท่อน้ำดี เข้าสู่กระแสเลือดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตได้
เมนูที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เสี่ยงก่อให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี
- ก้อยปลา
- ลาบปลาดิบ
- ปลาส้ม
- ปลาร้าดิบ
- ปลาจ่อม
- หม่ำปลา
วิธีการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
1. กินอาหารที่ทำจากปลาน้ำจืดเกล็ดขาวต้องปรุงให้สุกด้วยความร้อน
2. ล้างมือด้วยสบู่ และน้ำสะอาดก่อนปรุงอาหาร ก่อนกินอาหารและหลังขับถ่ายอุจจาระ
3. ถ่ายอุจจาระลงในส้วม และทิ้งสิ่งปฏิกูลให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันไข่พยาธิแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม
4. ส่งอุจจาระตรวจหาไข่พยาธิ และอัลตร้าซาวด์หามะเร็งท่อน้ำดีในผู้ที่มีความเสี่ยงอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5. กินยารักษาเมื่อตรวจพบว่าติดโรคพยาธิ และเลิกกินปลาดิบหรือปลาสุกๆ ดิบๆ.
ขอบคุณข้อมูล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข