เพจดังแชร์เหตุการณ์ ต่างชาติโวยหลังเจอเส้นผมในต้มยำ ขณะที่แม่ค้าเปิดใจ ตั้งข้อสงสัยดึงผมตัวเองหรือไม่ เนื่องจากมีรากผมติดอยู่ รับท้อใจเจอแบบนี้ในช่วงเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวซบเซา

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังเพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ เผยแพร่เรื่องราวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรายหนึ่ง ที่เข้าไปใช้บริการร้านอาหารตามสั่งในพื้นที่ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ก่อนอ้างว่าพบเส้นผมอยู่ในถ้วยต้มยำ และปฏิเสธการชำระค่าอาหาร

โดยทางเพจระบุว่า “ภูเก็ต - หวังกินฟรี จับโป๊ะต่างชาติ! ดึงผมตัวเองใส่ถ้วยต้มยำ หลังกินเสร็จแล้วโวยวาย ขู่เบี้ยวไม่จ่ายค่าอาหาร” พร้อมอ้างคำบอกเล่าจากแม่ครัวเจ้าของร้านว่า เปิดร้านมากว่า 10 ปี ไม่เคยพบเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน และตั้งข้อสังเกตว่าเส้นผมที่ลูกค้านำมาอ้างว่าพบในอาหาร มีลักษณะคล้ายเพิ่งถูกถอนออกมา เนื่องจากมีรากผมติดอยู่

หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวโซเชียลจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น อาทิ แจ้งตำรวจตรวจสอบหลักฐานเอาผิด, ติดกล้องวงจรปิดไว้จะได้มีหลักฐาน, มุกแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว และอีกหลายความคิดเห็นที่ตำหนิพฤติกรรมดังกล่าว หากเป็นไปตามที่เจ้าของร้านกล่าวอ้าง

จากการสอบถามแม่ครัวเจ้าของร้านอาหาร เล่าว่า ลูกค้าชายชาวต่างชาติ ซึ่งคาดว่าเป็นชาวรัสเซีย เข้ามาสั่งอาหารหลายรายการ ทั้งข้าว ต้มยำกุ้ง และเมนูอื่น ๆ โดยในช่วงแรกไม่มีสิ่งผิดปกติ กระทั่งรับประทานอาหารเสร็จ จึงเรียกตนไปที่โต๊ะ พร้อมอ้างว่าพบเส้นผมอยู่ในถ้วยต้มยำ

เจ้าของร้านกล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจ เพราะตลอดเวลาที่ประกอบอาหารจะสวมหมวกคลุมผมและตรวจสอบอาหารทุกจานก่อนเสิร์ฟ อีกทั้งเปิดร้านมานานกว่า 10 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ เมื่อสังเกตเส้นผมที่ลูกค้านำมาให้ดู พบว่ามีจุดสีขาวคล้ายรากผมติดอยู่ จึงสอบถามลูกค้า ทำให้อีกฝ่ายมีท่าทีชะงักไป แต่สุดท้ายยังยืนยันไม่ยอมชำระค่าอาหาร โดยอ้างว่าเป็นความผิดของทางร้าน

...

แม่ครัวยังกล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้สึกท้อใจ เนื่องจากเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวซบเซาอยู่แล้ว การค้าขายก็ไม่ดี เมื่อมาเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ยิ่งได้รับผลกระทบ พร้อมฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านอาหารรายอื่นให้เพิ่มความระมัดระวัง เพราะไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข้อมูลจากคำบอกเล่าของเจ้าของร้านและคลิปที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่ามีการแจ้งความดำเนินคดี หรือมีคำชี้แจงจากนักท่องเที่ยวที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด