"ผศ.นพ.สุรัตน์" เผยการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ในตับ" มีผลในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ "มะเร็งท่อน้ำดี" ชี้มีการรักษา แต่คนมักติดเชื้อซ้ำ เพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม แนะ 5 ข้อปฏิบัติหากตรวจพบ ย้ำไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ
วันที่ 7 ก.ค. 2569 กำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากสำหรับข่าวการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" หลังจากที่ สสจ.มหาสารคาม ได้นำเสนอถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ จ.มหาสารคาม พบว่า จากการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ไปจำนวน 20,000 คน พบว่ามีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 11%
ในขณะที่มีการตรวจคัดกรองนักศึกษาใหม่ที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2569 โดยมีการตรวจนิสิตใหม่ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 12,700 กว่าคน พบว่ามีคนติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากถึง 4,233 คน คิดเป็น 33% ในขณะที่มีการตรวจคัดกรองนักศึกษาใหม่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จำนวน 1,922 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจำนวน 380 ราย หรือคิดเป็น 19% ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ซึ่งทางด้าน ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็โพสต์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับในนักศึกษา 4,000 คน ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มันมหากาพย์ของการติดเชื้อเลยครับ คือนี่ไม่ใช่แค่เรื่องปลาดิบ แต่คือภาพอนาคตของมะเร็งท่อน้ำดีต่างหาก
ใครตามข่าววันนี้ ...
มีการตรวจคัดกรองนิสิตใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 12,733 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 4,233 คน หรือประมาณ 33% และในมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามตรวจ 1,922 คน พบ 380 คน หรือประมาณ 19% โรคนี้เกี่ยวข้องกับ Opisthorchis viverrini ซึ่ง IARC จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ในมนุษย์ และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดี
...
ตัวเลขนี้น่าตกใจ แต่สิ่งที่น่าคิดกว่านั้นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากเป็น "คนรุ่นใหม่" เป็น นักศึกษา (แต่ต้องดูว่า ตรวจด้วยวิธีอะไร ความไวแค่ไหน จำเพาะแค่ไหนด้วยครับ)
สมัยก่อน เราคิดว่า โรคพยาธิใบไม้ในตับเป็นโรคของคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย คนที่มักกินก้อยปลา ปลาส้มดิบ ลาบปลาดิบ หรืออาหารพื้นบ้านดิบ ๆ มาแล้ว Gen Z
มารู้กันก่อน พยาธิใบไม้ในตับคืออะไร
พยาธิใบไม้ในตับที่พบบ่อยในไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน คือ Opisthorchis viverrini คนมักติดเชื้อจากการกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแบบดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้มดิบ หรือเมนูที่ความร้อนไม่พอ
เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกาย มันจะไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ไม่ใช่แค่ "อยู่เฉย ๆ" แต่มันทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง การระคายเคืองของท่อน้ำดี และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดี
นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง "ถ่ายพยาธิแล้วจบ" เพราะผลระยะยาวมันน่ากลัว เพราะมันไม่มีอาการ เลยยิ่งน่ากลัว
ระยะแรก ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ อาจมีแน่นท้อง ท้องอืด ปวดชายโครงขวา อาหารไม่ย่อย หรืออ่อนเพลีย ซึ่งเป็นอาการทั่วไป ไม่เอะใจ
ไม่มีอาการเนี่ยน่ากลัว เพราะมันอักเสบเงียบ ๆ ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ มะเร็งท่อน้ำดี เงียบ ๆ แต่เจอแล้ว มะเร็งเลย
มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่น่ากลัว เพราะมักตรวจพบช้า อาการเริ่มแรกไม่ชัด และเมื่อมีตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลด หรือปวดท้องมาก โรคอาจลุกลามไปมากแล้ว
ข่าวดี คือมีการรักษา ข่าวร้ายคือ มักติดเชื้อซ้ำ เพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม โรคพยาธิใบไม้ในตับรักษาได้ โดยยาหลักที่ใช้คือ praziquantel ซึ่งเป็นยาถ่ายพยาธิที่มีประสิทธิภาพมาก
แต่ถ้ารักษาแล้วกลับไปกินปลาดิบอีก ก็กลับมาติดใหม่ได้ และการติดซ้ำ ๆ คือปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงระยะยาวไม่หายไป สุดท้าย ก็มะเร็ง
มาดู เมื่อตรวจพบเชื้อแล้วทำอย่างไร
1. รับการรักษาตามระบบที่มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานสาธารณสุขจัดให้
2. งดกินปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ อย่างเด็ดขาด
3. คนในครอบครัวหรือชุมชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการตรวจด้วย
4. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดชายโครงขวา น้ำหนักลด คันตามตัว หรือเบื่ออาหารเรื้อรัง ควรพบแพทย์
5. อย่าซื้อยาถ่ายพยาธิกินเองซ้ำ ๆ โดยไม่ตรวจ เพราะอาจทำให้เข้าใจผิดว่า "กินยาแล้วปลอดภัย" ทั้งที่พฤติกรรมเสี่ยงยังเหมือนเดิม
ในวัฒนธรรมของความอร่อย มันก็จะเสี่ยง เพราะสุขอนามัย มันสำคัญ
นี่ ตรวจแค่นี้ นะครับ หากตรวจคนมากกว่านี้ ก็ไม่อยากคิดว่า จะติดกันไปมากเท่าไหร่ และเด็กกว่านี้ติดด้วยไหม
ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์