บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เปิดให้ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า ลงทะเบียนรอบใหม่วันแรก ผ่าน 5 ช่องทางแล้ว
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เปิดให้ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า (ผู้มีสิทธิเดิม) และประสงค์จะเข้าร่วมโครงการลงทะเบียนรอบใหม่ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นวันแรก จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569
สำหรับโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
วิธีลงทะเบียนรอบใหม่ สำหรับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า ผ่าน 5 ช่องทาง
กระทรวงการคลัง ได้กำหนดช่องทางการยืนยันการลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนรอบใหม่ ผ่าน 5 ช่องทาง โดยสามารถเลือกใช้ช่องทางการยืนยันการลงทะเบียนที่สะดวกเพียงช่องทางเดียว ดังนี้
1. กรณีลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ผู้ลงทะเบียนเข้ายืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และเลือก Banner "โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569" ยอมรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และกดปุ่ม "ลงทะเบียน" เพื่อลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เป็นการจบขั้นตอนการลงทะเบียน
2. กรณียืนยันการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ"
- ผู้ลงทะเบียน Log in เข้าใช้งานแอปพลิเคชันทางรัฐ ให้เรียบร้อย
- เลือกบริการ และค้นหา "ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ"
- ระบบจะแสดงข้อมูลตามบัตรประชาชน ให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและระบุข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ จากนั้นกดขั้นตอนถัดไป และบันทึกข้อมูล
- ระบบจะแสดงเงื่อนไขและข้อตกลงในการลงทะเบียน ให้ผู้ลงทะเบียนอ่านและรับทราบเงื่อนไขที่ท้ายแบบฟอร์ม จากนั้นคลิก "ยืนยัน" ระบบแสดงข้อความ "ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย"
...
3. กรณียืนยันการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หลักของโครงการ จะมีขั้นตอนดังนี้
- ผู้ลงทะเบียนเข้าเว็บไซต์หลักของโครงการ ผ่าน URL https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th
- กดปุ่ม "เริ่มลงทะเบียน" ที่ปรากฏอยู่ที่หน้าจอหลัก
- พิสูจน์ตัวตนด้วย 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 ใช้แอปพลิเคชัน ThaID วิธีที่ 2 กรอกข้อมูล เลขประจำตัวประชาชน, ชื่อ-นามสกุล, วัน เดือน ปี เกิด, รหัส Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน
- กรอก "หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ" และยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงของโครงการ
- กดปุ่ม "ยืนยัน" การลงทะเบียน ระบบจะแสดงข้อความ "ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย"
4. กรณีลงทะเบียนผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทยฯ
- เริ่มขั้นตอนการลงทะเบียน ด้วยการสัมผัสหน้าจอเพื่อเลือกบริการที่ต้องการ
- เลือกบริการ "ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ" และ "ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569"
- ให้ผู้ลงทะเบียนเสียบบัตรประชาชนที่ช่องรับบัตรประชาชนของตู้ ATM
- หน้าจอแสดง ข้อตกลงความยินยอมของผู้ลงทะเบียน
- หน้าจอแสดง ข้อมูลของผู้ลงทะเบียน เพื่อให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบข้อมูล และกด "ยืนยัน" หรือ "ตกลง"
- หน้าจอแสดง ให้ผู้ลงทะเบียนระบุ "หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ"
- หลังจากกดปุ่ม "ถัดไป" หรือ "ตกลง" จะปรากฏข้อความ "ธนาคารได้รับข้อมูลของผู้ลงทะเบียน เรียบร้อยแล้ว" เป็นการจบขั้นตอนการลงทะเบียน
5. กรณีเดินทางไปลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทยฯ ธอส หรือ ธอท. (เปิดให้บริการตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร และแต่ละสาขา)
- ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่ออ่านข้อมูลจากบัตรประชาชน ผ่านเครื่องอ่านบัตร Smart Card Reader
- ระบบจะแสดงข้อมูล ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ให้ตรวจสอบความถูกต้อง
- กรอก "หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้" และกด "บันทึกข้อมูล"
- ระบบจะแสดงเงื่อนไขและข้อตกลงในการลงทะเบียน ให้ผู้ลงทะเบียนอ่านและรับทราบเงื่อนไขที่ท้ายแบบฟอร์ม จากนั้นคลิก "ยืนยัน" ระบบแสดงข้อความ "ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย"
ประชาชนที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบที่แล้ว สามารถลงทะเบียนผ่านช่องทางใดได้บ้าง
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่มประกอบด้วย
1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า ต้องมาลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิ ผ่านทาง 5 ช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด
2. กลุ่มตกหล่น ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO - LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะลงพื้นที่อำนวยความสะดวกประชาชน เพื่อดำเนินการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ และนำส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังในการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป
หลังประกาศผลผู้มีสิทธิ สามารถใช้บัตรสวัสดิการต่อได้เลยไหม
ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) สามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องได้เลย แต่หากเป็นผู้ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ หรือกรณีมอบอำนาจ จะต้องไปทำการยืนยันตัวตน (e-KYC) ได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้สามารถรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยทำได้ 2 รูปแบบ ดังนี้
1. การยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (เปิดใช้ G-Wallet) เพื่อใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หากผู้ผ่านสิทธิประสงค์จะเลือกใช้สิทธิผ่านช่องทางนี้ จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ตามที่กำหนดให้เรียบร้อยก่อน
2. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทยฯ (17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570) ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. (17 กรกฎาคม – 14 ตุลาคม 2569) (เปิดให้บริการตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร และแต่ละสาขา)
ลงทะเบียนรอบใหม่ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" จะได้สิทธิสวัสดิการอะไรบ้าง
สำหรับสิทธิสวัสดิการยังคงเดิม โดยเป็นให้สิทธิประโยชน์ในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าฯ และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่
- รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
- รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
- รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด
- รถไฟ
- รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร
- รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน
- รถสองแถวรับจ้าง
- เรือโดยสารสาธารณะ
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนดผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) จะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากผู้มีสิทธิฯ มีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯ จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด.